ความขัดแย้งในโคลอมเบียมีรากฐานจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การกระจุกตัวของที่ดิน ความยากจนในชนบท และการกีดกันทางการเมืองที่ดำรงมาอย่างยาวนาน ความรุนแรงระหว่างพรรค Liberal และ Conservative ในช่วง La Violencia ระหว่างปลายทศวรรษ 1940 ถึงปลายทศวรรษ 1950 ทำให้วัฒนธรรมความรุนแรงทางการเมืองหยั่งรากลึก ต่อมา การจัดตั้งระบบ National Front แม้ช่วยลดการแข่งขันระหว่างสองพรรคใหญ่ แต่กลับจำกัดพื้นที่ของกลุ่มการเมืองอื่นและตอกย้ำความรู้สึกว่าระบบการเมืองไม่เปิดกว้างเพียงพอ กลุ่มกองโจรฝ่ายซ้าย เช่น FARC-EP จึงก่อตัวขึ้นในทศวรรษ 1960 ภายใต้อิทธิพลของสงครามเย็นและอุดมการณ์มาร์กซ์–เลนินนิสต์ โดยอ้างว่าต่อสู้เพื่อชาวชนบท คนยากจน และผู้ถูกกีดกันออกจากโครงสร้างรัฐ
ความขัดแย้งยิ่งซับซ้อนจากการขยายตัวของการค้ายาเสพติด กลุ่มกึ่งทหารฝ่ายขวา และการใช้กำลังของรัฐในพื้นที่ชนบท ส่งผลให้พลเรือนจำนวนมากถูกสังหาร บังคับสูญหาย และพลัดถิ่น ชนพื้นเมืองและชุมชน Afro-Colombian ได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่ของพวกเขามักตั้งอยู่ในเขตที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เส้นทางยุทธศาสตร์ และการสู้รบระหว่างกองทัพ FARC-EP กลุ่มกึ่งทหาร และเครือข่ายอาชญากรรม ดังนั้น Ethnic Chapter จึงเกิดจากการยอมรับว่า ความขัดแย้งไม่ได้กระทบประชาชนทุกกลุ่มเท่ากัน และการสร้างสันติภาพต้องคุ้มครองสิทธิในดินแดน อัตลักษณ์ การปกครองตนเอง และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเฉพาะเจาะจง
FARC-EP เรียกร้องการปฏิรูปชนบทอย่างรอบด้าน การกระจายและการเข้าถึงที่ดิน การลดความเหลื่อมล้ำ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ฝ่ายซ้ายและกลุ่มนอกกระแสหลัก การรับรองความปลอดภัยของผู้เข้าสู่ระบบการเมือง การยุติการปราบปรามทางทหาร และการแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางที่คำนึงถึงปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องหลักประกันด้านความยุติธรรมและความปลอดภัยสำหรับสมาชิกที่จะปลดอาวุธและกลับคืนสู่ชีวิตพลเรือน ประสบการณ์การสังหารสมาชิกพรรค Unión Patriótica ในอดีตทำให้ FARC-EP ให้ความสำคัญอย่างมากกับการคุ้มครองผู้ที่เปลี่ยนผ่านจากการต่อสู้ด้วยอาวุธเข้าสู่การเมือง
รัฐบาลโคลอมเบียต้องการให้ FARC-EP ยุติการต่อสู้ วางอาวุธ ยอมรับระบอบประชาธิปไตย และรับผิดชอบต่ออาชญากรรมร้ายแรงภายใต้ระบบยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ส่วนองค์กรชนพื้นเมืองและ Afro-Colombian เรียกร้องให้ข้อตกลงไม่ลดทอนสิทธิที่ได้รับการรับรองอยู่แล้ว ให้เคารพหลักการปรึกษาหารือล่วงหน้าโดยเสรีและมีข้อมูลเพียงพอ หรือ FPIC คุ้มครองกรรมสิทธิ์รวมเหนือดินแดน และรับรองการมีส่วนร่วมของชุมชนชาติพันธุ์ในการดำเนินงานตามข้อตกลง ข้อเรียกร้องเหล่านี้นำไปสู่การเพิ่ม Ethnic Chapter ในช่วงท้ายของการเจรจา
1948–1958 — ช่วง La Violencia ความรุนแรงระหว่างฝ่าย Liberal และ Conservative ขยายตัวทั่วประเทศ
1958–1974 — จัดตั้ง National Front แบ่งอำนาจระหว่างสองพรรคใหญ่ แต่จำกัดพื้นที่ของกลุ่มการเมืองอื่น
1964 — FARC ก่อตั้งขึ้นจากขบวนการกองโจรชนบทฝ่ายซ้าย
1984 — รัฐบาลกับ FARC ลงนามข้อตกลงหยุดยิง และต่อมามีการก่อตั้งพรรค Unión Patriótica
ปลายทศวรรษ 1980 — สมาชิกและผู้นำ Unión Patriótica ถูกลอบสังหารจำนวนมาก ทำลายความไว้วางใจต่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเมืองอย่างสันติ
1998–2002 — กระบวนการเจรจา Caguán ล้มเหลว หลังการสู้รบ การลักพาตัว และการขยายอิทธิพลของ FARC ยังคงดำเนินต่อ
2002–2010 — รัฐบาล Álvaro Uribe ใช้นโยบาย Democratic Security และ Plan Colombia ทำให้ FARC อ่อนแอลงแต่ไม่สามารถยุติสงครามได้
2010–2012 — รัฐบาล Juan Manuel Santos เปิดการติดต่อและการเจรจาลับกับ FARC-EP
สิงหาคม 2012 — ทั้งสองฝ่ายบรรลุ General Agreement ซึ่งกำหนดวาระการเจรจาหกประเด็น
ตุลาคม 2012 — เปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการที่กรุงออสโล ก่อนย้ายไปดำเนินการต่อที่กรุงฮาวานา
2013–2015 — บรรลุข้อตกลงย่อยด้านการปฏิรูปชนบท การมีส่วนร่วมทางการเมือง ยาเสพติด เหยื่อ และกลไกยุติธรรม
23 มิถุนายน 2016 — บรรลุข้อตกลงหยุดยิงทวิภาคีและวางอาวุธขั้นสุดท้าย
24 สิงหาคม 2016 — ประกาศข้อตกลงสันติภาพฉบับแรก
2 ตุลาคม 2016 — ข้อตกลงถูกปฏิเสธในการลงประชามติด้วยคะแนนสูสี 50.2 ต่อ 49.8
ตุลาคม–พฤศจิกายน 2016 — รัฐบาลกับ FARC-EP เปิดการเจรจาแก้ไขข้อตกลง พร้อมรับข้อเสนอจากฝ่ายคัดค้านและกลุ่มสังคม
พฤศจิกายน 2016 — องค์กรชนพื้นเมืองและ Afro-Colombian ผลักดันจนมีการเพิ่ม Ethnic Chapter เพื่อรับรองสิทธิและหลักประกันเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์
24 พฤศจิกายน 2016 — ลงนามข้อตกลงฉบับแก้ไขที่ Teatro Colón กรุงโบโกตา
30 พฤศจิกายน 2016 — รัฐสภาโคลอมเบียให้ความเห็นชอบข้อตกลงฉบับแก้ไข
กระบวนการเจรจาปี 2012–2016 เกิดขึ้นเมื่อทั้งรัฐบาลและ FARC-EP ตระหนักว่าชัยชนะทางทหารอย่างเด็ดขาดเป็นไปได้ยาก รัฐบาลสามารถลดกำลังและพื้นที่ควบคุมของ FARC-EP ได้มากในช่วงรัฐบาล Uribe แต่ไม่สามารถทำลายองค์กรได้ทั้งหมด ขณะที่ FARC-EP สูญเสียผู้นำ กำลังพล และความสามารถทางทหาร แต่ยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ชนบท สถานการณ์นี้สร้างแรงจูงใจให้ทั้งสองฝ่ายเลือกการเจรจา โดยรัฐบาล Santos ยังออกแบบการพูดคุยแบบจำกัดวาระ ไม่ประกาศเขตปลอดทหาร และให้การสู้รบดำเนินควบคู่กับการเจรจาในช่วงแรก เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวแบบ Caguán
อีกเงื่อนไขสำคัญคือกระบวนการได้รับการสนับสนุนจากคิวบาและนอร์เวย์ในฐานะประเทศผู้ค้ำประกัน รวมถึงเวเนซุเอลาและชิลีในฐานะประเทศผู้ติดตาม อีกทั้งมีองค์การสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม เหยื่อ ผู้หญิง และกลุ่มชาติพันธุ์ช่วยสะท้อนข้อเรียกร้องเข้าสู่การเจรจาโดยผ่านเวทีและกลไกเฉพาะ ความล้มเหลวของประชามติยังบังคับให้รัฐบาลกับ FARC-EP ต้องเปิดรับข้อเสนอจากสังคมมากขึ้น Ethnic Chapter จึงเกิดขึ้นในบริบทที่กลุ่มชนพื้นเมืองและ Afro-Colombian แสดงให้เห็นว่าหากไม่มีหลักประกันด้านสิทธิ ดินแดน และการมีส่วนร่วม ข้อตกลงอาจสร้างผลกระทบที่ไม่เป็นธรรมต่อชุมชนชายขอบ
ประเทศผู้ค้ำประกันหลักคือ คิวบาและนอร์เวย์ โดยคิวบาเป็นเจ้าภาพการเจรจาที่กรุงฮาวานาและช่วยรักษาช่องทางสื่อสารระหว่างคู่ขัดแย้ง ขณะที่นอร์เวย์สนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวก เทคนิค และการสร้างความไว้วางใจ ทั้งสองประเทศไม่ได้ทำหน้าที่กำหนดคำตอบให้คู่เจรจา แต่ช่วยจัดกระบวนการ ประสานร่างเอกสาร ลดความตึงเครียด และรักษาความต่อเนื่องของการพูดคุยในช่วงวิกฤต
เวเนซุเอลาและชิลีทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ติดตาม ช่วยสนับสนุนทางการเมืองและภูมิภาค ขณะที่องค์การสหประชาชาติมีบทบาทสำคัญในระยะดำเนินการ โดยเฉพาะการตรวจสอบการวางอาวุธและการเปลี่ยนผ่านของ FARC-EP จุดเด่นของกระบวนการนี้คือการมีบุคคลที่สามหลายระดับ แต่ยังคงให้รัฐบาลโคลอมเบียกับ FARC-EP เป็นเจ้าของการตัดสินใจและเนื้อหาข้อตกลงเอง
กระบวนการสันติภาพโคลอมเบียเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลโคลอมเบียกับ FARC-EP โดยเริ่มจากการหารือลับ ก่อนเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการที่กรุงออสโลในปี ค.ศ. 2012 และดำเนินต่อที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ภายใต้การอำนวยความสะดวกของคิวบาและนอร์เวย์ในฐานะประเทศผู้ค้ำประกัน พร้อมด้วยเวเนซุเอลาและชิลีในฐานะประเทศผู้สนับสนุน กระบวนการใช้คณะผู้แทนขนาดเล็กของทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ตัดสินใจหลัก และมีคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน เช่น คณะอนุกรรมการด้านเพศสภาพ คณะทำงานด้านการยุติความขัดแย้ง และคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อจัดทำรายละเอียดก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะเจรจาหลัก
การเจรจาดำเนินตาม General Agreement ซึ่งกำหนดวาระสำคัญ 6 ประเด็น ได้แก่ (1) การปฏิรูปชนบทอย่างครอบคลุม (2) การมีส่วนร่วมทางการเมือง (3) การยุติความขัดแย้งและการปลดอาวุธ (4) การแก้ไขปัญหายาเสพติดผิดกฎหมาย (5) สิทธิของเหยื่อ ความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา และ (6) การดำเนินการและติดตามข้อตกลง วาระดังกล่าวสะท้อนความพยายามในการแก้ไขทั้งสาเหตุเชิงโครงสร้างและผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะการปฏิรูปชนบทและแนวคิด Territorial Peace ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่มีส่วนกำหนดการสร้างสันติภาพตามบริบทของตน ซึ่งต่อมาเป็นพื้นฐานสำคัญของ Ethnic Chapter ในข้อตกลงปี ค.ศ. 2016
เป็นผู้สังเกตการณ์/กลไกคู่ขนาน
ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมผ่านกลไกคู่ขนานหลายรูปแบบ ได้แก่ เวทีระดับชาติและภูมิภาคที่จัดโดยองค์การสหประชาชาติและมหาวิทยาลัยแห่งชาติโคลอมเบีย การส่งข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร การประชุมกับคณะผู้แทนเจรจา และการเข้าร่วมของคณะผู้แทนเหยื่อ ซึ่งเดินทางไปยังกรุงฮาวานาเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และข้อเรียกร้องด้านความจริง ความยุติธรรม การเยียวยา และการไม่เกิดเหตุซ้ำ แม้กลุ่มเหล่านี้ไม่มีสิทธิลงคะแนนหรือตัดสินใจในโต๊ะเจรจา แต่ข้อมูลและข้อเสนอของพวกเขามีอิทธิพลต่อการออกแบบระบบสิทธิของเหยื่อและความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน
องค์กรชนพื้นเมืองและ Afro-Colombian รวมตัวกันผลักดันให้คู่เจรจายอมรับผลกระทบเฉพาะที่ชุมชนชาติพันธุ์ได้รับจากสงคราม โดยเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเหนือที่ดิน การปกครองตนเอง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และการคุ้มครองวัฒนธรรม แม้การเข้าถึงกระบวนการจะเกิดขึ้นค่อนข้างล่าช้า แต่การรณรงค์ของ Ethnic Commission for Peace and Defense of Territorial Rights ทำให้มีการเพิ่ม Ethnic Chapter ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย จึงถือเป็นตัวอย่างของภาคประชาสังคมที่อยู่นอกโต๊ะหลัก แต่สามารถเชื่อมข้อเรียกร้องเข้าสู่เนื้อหาข้อตกลงผ่านกลไกคู่ขนานได้
มีกลไกเฉพาะ (ที่นั่ง/โควตา/บทบัญญัติ)
ในระยะแรก ผู้หญิงมีจำนวนจำกัดในคณะผู้แทนหลัก แต่แรงผลักดันจากองค์กรสตรี นักเคลื่อนไหว และเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพทำให้รัฐบาลกับ FARC-EP จัดตั้ง Gender Subcommission ในปี ค.ศ. 2014 เพื่อทบทวนร่างข้อตกลงทุกประเด็นจากมุมมองด้านเพศสภาพ คณะอนุกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยผู้แทนหญิงจากทั้งสองฝ่าย และรับฟังข้อเสนอจากองค์กรสตรี ผู้หญิงชนบท ผู้หญิงชนพื้นเมือง ผู้หญิง Afro-Colombian ผู้หญิงผู้เสียหาย และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผลจากกลไกนี้ทำให้ข้อตกลงฉบับสุดท้ายระบุแนวทางด้านเพศสภาพในหลายส่วน เช่น การเข้าถึงที่ดินและโครงการพัฒนาชนบท การมีส่วนร่วมทางการเมือง การคุ้มครองผู้นำหญิง การคืนสู่สังคมของอดีตนักรบหญิง การรับรองความรุนแรงทางเพศเป็นความเสียหายเฉพาะ และการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกลไกติดตามข้อตกลง ดังนั้น การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกรณีโคลอมเบียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์จากภายนอก แต่ได้รับการสถาปนาเป็นกลไกเฉพาะภายในโครงสร้างของกระบวนการเจรจา
ข้อตกลงปี ค.ศ. 2016 ไม่ได้แบ่งอำนาจแบบจัดตั้งรัฐบาลผสมหรือแบ่งโควตาระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่เปิดพื้นที่ให้ FARC-EP เปลี่ยนผ่านจากองค์กรติดอาวุธเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย พร้อมรับประกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านผ่านที่นั่งในรัฐสภาจำนวนจำกัด และมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของอดีตสมาชิก นอกจากนี้ ข้อตกลงยังส่งเสริมการกระจายการมีส่วนร่วมทางการเมืองสู่พื้นที่ชนบทและกลุ่มที่เคยถูกกีดกัน โดยเฉพาะผ่าน Special Transitory Electoral Districts for Peace (CITREP) และกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง แม้จะไม่ใช่การแบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกับ FARC โดยตรง แต่เป็นการขยายโอกาสทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
ข้อตกลงกำหนดให้ FARC-EP หยุดยิงถาวร วางอาวุธ และยุติสถานะกองกำลังติดอาวุธภายใต้การกำกับของ United Nations Mission in Colombia โดยจัดตั้งเขตชั่วคราวสำหรับการรวมพลและเตรียมการปลดอาวุธ (Transitional Local Zones for Normalization) อาวุธทั้งหมดถูกส่งมอบให้สหประชาชาติและทำลายเพื่อนำโลหะไปสร้างอนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ ขณะเดียวกันมีมาตรการ DDR (Disarmament, Demobilization and Reintegration) เพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของอดีตนักรบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง
ข้อตกลงจัดตั้ง Comprehensive System of Truth, Justice, Reparation and Non-Repetition (SIVJRNR) ซึ่งประกอบด้วย Special Jurisdiction for Peace (JEP), Truth Commission (CEV) และ Unit for the Search of Persons Deemed Missing (UBPD) เพื่อค้นหาความจริง ดำเนินกระบวนการยุติธรรมเฉพาะกาล เยียวยาเหยื่อ และรับประกันว่าจะไม่เกิดความรุนแรงซ้ำ
Ethnic Chapter กำหนดให้กลไกเหล่านี้ดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิทธิ วัฒนธรรม และระบบยุติธรรมดั้งเดิมของชนพื้นเมืองและชุมชน Afro-Colombian พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมในการออกแบบและติดตามมาตรการเยียวยา
มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ
ข้อตกลงได้รับการรับรองผ่านกลไกทางกฎหมายหลายระดับ โดยรัฐสภาโคลอมเบียออกกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินการตามข้อตกลงผ่านกระบวนการ Fast Track และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้หน่วยงานของรัฐต้องใช้ข้อตกลงเป็นกรอบอ้างอิงในการดำเนินนโยบายของรัฐ นอกจากนี้ Ethnic Chapter ยังได้รับการรับรองให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับสมบูรณ์และมีผลผูกพันต่อการดำเนินงานของรัฐ
บังคับใช้บางส่วน
การดำเนินการด้านการปลดอาวุธและการเปลี่ยนผ่านของ FARC-EP ประสบผลสำเร็จในระดับสูง โดยอดีตกองกำลังส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการ DDR และจัดตั้งพรรคการเมืองตามข้อตกลง อย่างไรก็ตาม มาตรการปฏิรูปชนบท การคุ้มครองผู้นำชุมชน และการรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองกับชุมชน Afro-Colombian ตาม Ethnic Chapter ยังดำเนินไปอย่างล่าช้าและไม่ทั่วถึงในหลายพื้นที่
แม้ว่ารัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินงาน (Commission for the Follow-up, Promotion and Verification of the Final Agreement – CSIVI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสถานการณ์ความไม่มั่นคงในบางพื้นที่ทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์
ความสำเร็จของข้อตกลงเกิดจากการออกแบบกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับทั้งการยุติการสู้รบและการแก้ไขสาเหตุเชิงโครงสร้างของความขัดแย้ง โดยกำหนดวาระการเจรจาที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูปชนบท การมีส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิของเหยื่อ และการดำเนินการหลังข้อตกลง พร้อมมีประเทศผู้ค้ำประกันและผู้สนับสนุนที่ได้รับความไว้วางใจ ทำให้การเจรจามีความต่อเนื่องแม้เผชิญอุปสรรคทางการเมือง
อีกปัจจัยสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้เหยื่อ ผู้หญิง ภาคประชาสังคม และกลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการจัดตั้ง Gender Subcommission และการบรรจุ Ethnic Chapter เข้าไว้ในข้อตกลง ซึ่งทำให้ประเด็นสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชน Afro-Colombian กลายเป็นส่วนหนึ่งของสาระข้อตกลง ไม่ใช่เพียงประเด็นประกอบภายนอก นอกจากนี้ การมีระบบยุติธรรมเฉพาะกาลและกลไกติดตามการดำเนินงานยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องของกระบวนการสันติภาพ
แม้ว่าข้อตกลงจะสามารถยุติความขัดแย้งกับ FARC-EP ได้ แต่การนำข้อตกลงไปปฏิบัติยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการปฏิรูปชนบท การคุ้มครองผู้นำชุมชน และการขยายบริการของรัฐเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า ส่งผลให้บางพื้นที่เกิดสุญญากาศด้านความมั่นคงและเปิดโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธหรือเครือข่ายอาชญากรรมอื่นเข้ามาแทนที่ FARC
สำหรับ Ethnic Chapter แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมสำคัญของข้อตกลง แต่การดำเนินการจริงยังไม่ทั่วถึง ชนพื้นเมืองและชุมชน Afro-Colombian หลายแห่งยังประสบปัญหาการแย่งชิงที่ดิน ความรุนแรง และการเข้าถึงโครงการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม สะท้อนว่าการรับรองสิทธิไว้ในเอกสารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดทรัพยากร กลไกติดตาม และเจตจำนงทางการเมืองที่ต่อเนื่องในการผลักดันสู่การปฏิบัติ
กรณีโคลอมเบียชี้ให้เห็นว่ากระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืนควรแก้ไขทั้งความรุนแรงและสาเหตุเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงทรัพยากร การมีส่วนร่วมทางการเมือง และการรับรองอัตลักษณ์ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิง ชนพื้นเมือง ภาคประชาสังคม และเหยื่อมีบทบาทตั้งแต่ขั้นการเจรจาจนถึงการติดตามผล ช่วยให้ข้อตกลงมีความครอบคลุมและได้รับความชอบธรรมมากขึ้น
สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย บทเรียนสำคัญคือการออกแบบกระบวนการพูดคุยที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในพื้นที่ กลุ่มผู้หญิง เยาวชน ผู้นำศาสนา และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ มากกว่าการจำกัดการเจรจาไว้เฉพาะคู่ขัดแย้งหลัก อีกทั้งควรพัฒนากลไกติดตามการดำเนินงานและมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความเป็นธรรม การพัฒนา และการคุ้มครองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อให้การสร้างสันติภาพสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
Bakiner, O. (2019). Why do peace negotiations succeed or fail? Legal commitment, transparency, and inclusion during peace negotiations in Colombia (2012–2016) and Turkey (2012–2015). Negotiation Journal, 35(4), 471-513. https://surl.li/kpqkex; Brett, R. (2022). Victim-centred peacemaking: The Colombian experience. Journal of intervention and statebuilding, 16(4), 475-497. https://www.tandfonline.com/doi/pdf/10.1080/17502977.2022.2104437; Cairo, H., Oslender, U., Piazzini Suárez, C. E., Ríos, J., Koopman, S., Montoya Arango, V., ... & Zambrano Quintero, L. (2018). “Territorial peace”: the emergence of a concept in Colombia’s peace negotiations. Geopolitics, 23(2), 464-488. https://surl.li/ppflrl; International Center for Transitional Justice. (n.d.). Colombia. https://www.ictj.org/where-we-work/colombia; Lopez, G. (2010). The Columbian civil war. Jackson School Journal of International Studies, 1(2), 8-22. https://surl.li/lroxic; Phelan, A. (2019). Engaging insurgency: The impact of the 2016 Colombian peace agreement on FARC's political participation. Studies in Conflict & Terrorism, 42(9), 836-852. file:///C:/Users/Acer_it/OneDrive%20-%20Prince%20of%20Songkla%20University/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2/Engaging_Insurgency_the_impact_of_the_2016_Columbian_Peace_Agreement.pdf; Venegas, N. (2022). Colombian Truth Commission's Final Report. Geneva International Centre for Justice. https://www.gicj.org/positions-opinons/gicj-positions-and-opinions/2810-colombian-truth-commission-s-final-report