ความขัดแย้งในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีรากฐานจากการล่มสลายของสหพันธ์ยูโกสลาเวีย ซึ่งเดิมเป็นรัฐพหุชาติพันธุ์ที่ประกอบด้วยประชากรหลายกลุ่ม โดยในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีกลุ่มหลัก ได้แก่ ชาวบอสเนียกซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวเซิร์บบอสเนียซึ่งส่วนใหญ่นับถือคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ และชาวโครแอตบอสเนียซึ่งส่วนใหญ่นับถือคริสต์นิกายคาทอลิก แม้ประชากรเหล่านี้เคยอยู่ร่วมกันภายใต้โครงสร้างสหพันธ์ แต่ความแตกต่างด้านอัตลักษณ์ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้านยังคงดำรงอยู่ ภายหลังการเสียชีวิตของ Josip Broz Tito ในปี ค.ศ. 1980 อำนาจส่วนกลางอ่อนแอลง ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการเมือง ทำให้แนวคิดชาตินิยมของแต่ละกลุ่มกลับมามีอิทธิพลมากขึ้น
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ผู้นำชาตินิยมในเซอร์เบียและโครเอเชียส่งเสริมแนวคิดการรวมดินแดนของกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง ขณะที่การเลือกตั้งแบบหลายพรรคในบอสเนียปี ค.ศ. 1990 ทำให้พรรคการเมืองซึ่งจัดตั้งตามฐานชาติพันธุ์ขึ้นมาครองอำนาจ เมื่อสโลวีเนียและโครเอเชียประกาศแยกตัวออกจากยูโกสลาเวีย ความขัดแย้งเรื่องอนาคตของบอสเนียจึงรุนแรงขึ้น ฝ่ายบอสเนียกและโครแอตส่วนใหญ่สนับสนุนการประกาศเอกราช ขณะที่ฝ่ายเซิร์บบอสเนียต้องการคงความสัมพันธ์กับยูโกสลาเวียหรือจัดตั้งดินแดนปกครองของชาวเซิร์บ การประกาศเอกราชของบอสเนียในปี ค.ศ. 1992 จึงนำไปสู่สงคราม การยึดครองดินแดน การปิดล้อมเมือง การบังคับโยกย้ายประชากร และการกวาดล้างชาติพันธุ์อย่างกว้างขวาง
รัฐบาลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีเป้าหมายหลักในการรักษาเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการยุติการใช้กำลัง การคุ้มครองประชาชน และการรับรองสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการให้มีรัฐบาลกลางที่สามารถใช้อำนาจบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการแบ่งแยกประเทศตามแนวชาติพันธุ์
ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายเซิร์บบอสเนียเรียกร้องการรับรองอำนาจปกครองตนเองและการคงอยู่ของ Republika Srpska โดยต้องการรักษาอิทธิพลทางการเมืองและดินแดนของชาวเซิร์บ ขณะที่ฝ่ายโครแอตบอสเนียต้องการหลักประกันด้านการเป็นตัวแทนทางการเมืองและการปกครองของชาวโครแอต รวมถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับโครเอเชีย ด้วยเหตุนี้ ข้อตกลงเดย์ตัน (Dayton Peace Agreement: DPA) จึงเป็นการประนีประนอมระหว่างการคงบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาไว้เป็นรัฐเดียวกับการยอมรับการแบ่งปันอำนาจและการกระจายอำนาจให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์หลักทั้งสามกลุ่ม
1980 — Josip Broz Tito เสียชีวิต อำนาจส่วนกลางของยูโกสลาเวียเริ่มอ่อนแอลง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเติบโตของชาตินิยม
1990 — บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาจัดการเลือกตั้งแบบหลายพรรค พรรคการเมืองหลักแบ่งตัวตามฐานชาติพันธุ์ ได้แก่ พรรคของฝ่ายบอสเนียก เซิร์บ และโครแอต
1991 — สโลวีเนียและโครเอเชียประกาศเอกราช ทำให้ข้อพิพาทเรื่องสถานะของบอสเนียรุนแรงขึ้น
29 กุมภาพันธ์–1 มีนาคม 1992 — มีการลงประชามติเรื่องเอกราช ชาวบอสเนียกและโครแอตส่วนใหญ่สนับสนุน ขณะที่ชาวเซิร์บบอสเนียคว่ำบาตรการลงประชามติ
3 มีนาคม 1992 — บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาประกาศเอกราช
เมษายน 1992 — สงครามบอสเนียเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ กองกำลังเซิร์บบอสเนียเข้าควบคุมพื้นที่จำนวนมาก และกรุงซาราเยโวถูกปิดล้อม
1992 — แผน Carrington–Cutileiro เสนอการกระจายอำนาจตามพื้นที่ชาติพันธุ์ แต่ไม่สามารถได้รับความเห็นชอบและไม่สามารถยับยั้งสงครามได้
1993 — แผน Vance–Owen และ Owen–Stoltenberg พยายามจัดระเบียบดินแดนและอำนาจใหม่ แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงจากทุกฝ่าย
มีนาคม 1994 — Washington Agreement ยุติการสู้รบระหว่างฝ่ายบอสเนียกกับโครแอต และจัดตั้ง Federation of Bosnia and Herzegovina ทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเป็นพันธมิตรต่อต้านกองกำลังเซิร์บบอสเนีย
กรกฎาคม 1995 — เกิดการสังหารหมู่ที่ Srebrenica ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของมาตรการคุ้มครองพลเรือนระหว่างประเทศและเพิ่มแรงกดดันให้มีการแทรกแซงที่เข้มข้นขึ้น
สิงหาคม–กันยายน 1995 — NATO ดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของกองกำลังเซิร์บบอสเนีย ขณะที่กำลังภาคพื้นดินของฝ่ายบอสเนียกและโครแอตสามารถรุกคืบได้
กันยายน–ตุลาคม 1995 — มีการตกลงหลักการพื้นฐานและการหยุดยิง เปิดทางเข้าสู่การเจรจาขั้นสุดท้าย
1–21 พฤศจิกายน 1995 — การเจรจาจัดขึ้นที่ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
21 พฤศจิกายน 1995 — คู่เจรจาบรรลุและลงนามย่อกำกับข้อตกลงที่เดย์ตัน
14 ธันวาคม 1995 — มีการลงนาม General Framework Agreement for Peace in Bosnia and Herzegovina อย่างเป็นทางการที่กรุงปารีส
1996 เป็นต้นมา — NATO และต่อมาสหภาพยุโรปเข้าดูแลด้านความมั่นคง มีการจัดตั้ง Office of the High Representative เพื่อกำกับการดำเนินงานด้านพลเรือน และเริ่มจัดตั้งสถาบันการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญเดย์ตัน
การเจรจาเดย์ตันเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่คู่ขัดแย้งเริ่มตระหนักว่าการใช้กำลังทางทหารไม่สามารถนำไปสู่ชัยชนะอย่างเด็ดขาดได้อีกต่อไป หลังจากกองกำลังบอสเนียกและโครแอตสามารถรุกคืบในสนามรบ ประกอบกับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของ NATO ต่อกองกำลังเซิร์บบอสเนียในปี ค.ศ. 1995 ส่งผลให้ดุลอำนาจเปลี่ยนแปลงและสร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายยอมเข้าสู่การเจรจา ขณะเดียวกัน เหตุการณ์สังหารหมู่ที่สเรเบรนิตซา (Srebrenica) ได้สร้างแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศให้เร่งหาทางยุติสงครามโดยเร็ว
อีกปัจจัยสำคัญคือบทบาทนำของสหรัฐอเมริกาในการออกแบบกระบวนการเจรจา โดยจำกัดผู้เข้าร่วมให้เหลือเฉพาะผู้นำที่มีอำนาจตัดสินใจ และใช้แรงกดดันทางการเมือง การทหาร และการทูตควบคู่กัน ทำให้คู่ขัดแย้งยอมประนีประนอมและสามารถบรรลุข้อตกลงเดย์ตันได้ แม้โครงสร้างที่เกิดขึ้นจะสามารถยุติสงครามได้ แต่ก็ทิ้งความท้าทายด้านการแบ่งแยกทางชาติพันธุ์และประสิทธิภาพของระบบการเมืองไว้ในระยะยาว
ผู้ไกล่เกลี่ยหลักในการเจรจาสันติภาพคือ Richard Holbrooke ผู้แทนพิเศษของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประธานาธิบดี Bill Clinton และทำงานร่วมกับ Contact Group รวมถึงองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยสหรัฐฯ มีบทบาทเป็นผู้นำกระบวนการเจรจาในช่วงสุดท้ายของสงคราม Holbrooke ใช้การทูตแบบ shuttle diplomacy ควบคู่กับ coercive diplomacy โดยอาศัยแรงกดดันจากปฏิบัติการทางทหารของ NATO และการเจรจาอย่างใกล้ชิดกับผู้นำของทั้งสามฝ่าย ได้แก่ Alija Izetbegović, Slobodan Milošević และ Franjo Tuđman การเจรจาถูกจัดขึ้นในพื้นที่ปิดที่ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson เมืองเดย์ตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองจากภายนอกและเร่งให้เกิดการตัดสินใจ ส่งผลให้สามารถบรรลุข้อตกลงเดย์ตันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1995 ซึ่งยุติสงครามบอสเนียได้สำเร็จ แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะมีข้อจำกัดด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามก็ตาม
กระบวนการสันติภาพเดย์ตันเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ (official negotiation) ระหว่างรัฐบาลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เซอร์เบีย (ซึ่งเป็นผู้แทนฝ่ายเซิร์บบอสเนีย) และโครเอเชีย ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐอเมริกาและการสนับสนุนของ Contact Group การเจรจาจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1995 ณ ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
รูปแบบการเจรจามีลักษณะเป็น การเจรจาแบบปิด (closed-door negotiation) โดยจำกัดผู้เข้าร่วมไว้เฉพาะผู้นำและคณะผู้แทนที่มีอำนาจตัดสินใจ ได้แก่ Alija Izetbegović, Slobodan Milošević และ Franjo Tuđman พร้อมคณะผู้ไกล่เกลี่ยของ Richard Holbrooke ผู้ไกล่เกลี่ยใช้การหารือทั้งแบบร่วมและแบบแยกฝ่าย (shuttle diplomacy) เพื่อแก้ไขประเด็นที่ยังขัดแย้ง ก่อนรวบรวมเป็นข้อตกลงฉบับเดียวที่ครอบคลุมทั้งการหยุดยิง การจัดโครงสร้างรัฐใหม่ การแบ่งปันอำนาจ และกลไกการดำเนินการหลังสงคราม
อยู่นอกกระบวนการ
ภาคประชาสังคมไม่ได้เข้าร่วมเป็นคู่เจรจาในการประชุมเดย์ตัน ซึ่งจำกัดไว้เฉพาะผู้นำทางการเมืองและผู้แทนของคู่ขัดแย้งหลัก ภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรด้านมนุษยธรรม สมาคมผู้ลี้ภัย และองค์กรสตรีจึงไม่มีบทบาทในการกำหนดวาระหรือร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับเนื้อหาของข้อตกลงโดยตรง อย่างไรก็ตาม องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญก่อนและหลังการลงนามข้อตกลง โดยทำงานด้านการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสร้างความปรองดองระหว่างชุมชน และการผลักดันให้มีการดำเนินงานด้านความจริงและความยุติธรรม แม้บทบาทดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อการสร้างสันติภาพในระยะยาว แต่ไม่ได้เชื่อมโยงเข้าสู่โครงสร้างการเจรจาอย่างเป็นทางการ
มีส่วนร่วมแต่ไม่มีกลไกเฉพาะ
กระบวนการเดย์ตันไม่มีโควตาผู้หญิง ไม่มีคณะทำงานด้านเพศสภาพ และไม่มีข้อกำหนดที่รับรองการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการเจรจา ผู้แทนที่เข้าร่วมโต๊ะเจรจาและผู้ลงนามข้อตกลงส่วนใหญ่เป็นผู้นำทางการเมืองและทหารที่เป็นผู้ชาย ส่งผลให้มิติด้านเพศสภาพและประสบการณ์ของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากสงครามไม่ได้รับการสะท้อนอย่างเป็นระบบในเนื้อหาของข้อตกลง แม้ผู้หญิงจะไม่ได้มีบทบาทในกระบวนการเจรจาโดยตรง แต่องค์กรสตรีในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เช่น Medica Zenica, Women to Women (Žene Ženama) และ Mothers of Srebrenica มีบทบาทสำคัญหลังสงครามในการเยียวยาผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศ สนับสนุนผู้ลี้ภัย เรียกร้องความยุติธรรมต่ออาชญากรรมสงคราม และผลักดันให้เกิดการปรองดองระหว่างชุมชน อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการลงนามข้อตกลง มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเจรจาอย่างเป็นทางการ
ข้อตกลงเดย์ตันกำหนดระบบแบ่งปันอำนาจ (power-sharing) ระหว่างประชาคมหลักสามกลุ่ม ได้แก่ บอสเนียก เซิร์บ และโครแอต โดยจัดตั้งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นรัฐเดียวที่ประกอบด้วยสองหน่วยการปกครอง คือ Federation of Bosnia and Herzegovina และ Republika Srpska พร้อมทั้งกำหนดเขตปกครองพิเศษ Brčko ในเวลาต่อมา
รัฐธรรมนูญที่แนบเป็นภาคผนวกของข้อตกลงกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นคณะประธานาธิบดีสามคน (tripartite Presidency) มีการแบ่งสัดส่วนในรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และสถาบันสำคัญตามหลักความเสมอภาคของทั้งสามประชาคม รวมถึงเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายใช้กลไก vital national interest veto เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง แม้ระบบดังกล่าวช่วยยุติสงครามได้ แต่ก็ทำให้การเมืองหลังสงครามมีความซับซ้อนและตัดสินใจเชิงนโยบายได้ยาก
ข้อตกลงเดย์ตันกำหนดให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบ ถอนกำลังออกจากแนวปะทะ และแยกกำลังทหารออกจากกันภายใต้การตรวจสอบของกองกำลังระหว่างประเทศ (IFOR และต่อมาคือ SFOR ภายใต้ NATO) พร้อมกำหนดเขตปลอดทหารและตารางเวลาการถอนกำลังอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมอาวุธ การลดกำลังพล การรวบรวมอาวุธหนัก และการปฏิรูปกองทัพในระยะยาว จนนำไปสู่การรวมกองทัพของทั้งประเทศเป็น Armed Forces of Bosnia and Herzegovina ในปี ค.ศ. 2005–2006 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลสำเร็จสำคัญของการดำเนินการตามข้อตกลง
ข้อตกลงเดย์ตันรับรองสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในการเดินทางกลับภูมิลำเนา การคืนทรัพย์สิน และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พร้อมสนับสนุนการดำเนินคดีต่อผู้ก่ออาชญากรรมสงครามผ่าน International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia (ICTY) อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้จัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงหรือกลไกการปรองดองแห่งชาติไว้โดยตรง ทำให้กระบวนการความจริง การเยียวยา และการสร้างความปรองดองต้องพึ่งพาศาลระหว่างประเทศ ศาลภายในประเทศ และโครงการของภาคประชาสังคมเป็นหลัก
มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ
ข้อตกลงเดย์ตันมีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และ Annex 4 ของข้อตกลงถูกกำหนดให้เป็น รัฐธรรมนูญของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (Constitution of Bosnia and Herzegovina) ซึ่งยังคงใช้บังคับมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ข้อตกลงยังจัดตั้งสำนักงานผู้แทนระดับสูง (Office of the High Representative: OHR) เพื่อกำกับดูแลการดำเนินการตามข้อตกลง และได้รับการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติผ่านมติหลายฉบับ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจาก NATO และสหภาพยุโรปในการบังคับใช้และติดตามผล
บังคับใช้บางส่วน
ข้อตกลงเดย์ตันประสบความสำเร็จอย่างมากในการยุติสงคราม การรักษาการหยุดยิง การแยกกำลังทหาร การส่งผู้ลี้ภัยกลับบางส่วน และการจัดตั้งสถาบันการเมืองของรัฐใหม่ โดยไม่มีการกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกหลังปี ค.ศ. 1995 อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในด้านการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ การสร้างรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ การลดการแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ และการสร้างความปรองดองยังดำเนินไปอย่างจำกัด โครงสร้างการแบ่งปันอำนาจที่ซับซ้อนทำให้หลายประเด็นทางการเมืองเกิดภาวะชะงักงัน และบอสเนียยังต้องพึ่งพาการกำกับดูแลจากประชาคมระหว่างประเทศในหลายด้าน แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษแล้วก็ตาม
การยุติสงครามประสบความสำเร็จจากการที่คู่ขัดแย้งเข้าสู่ภาวะที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถเอาชนะทางทหารได้อย่างเด็ดขาด (mutually hurting stalemate) ประกอบกับการโจมตีทางอากาศของ NATO และแรงกดดันทางการทูตจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าการเจรจามีต้นทุนน้อยกว่าการทำสงครามต่อไป นอกจากนี้ การที่ผู้นำซึ่งมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเข้าร่วมการเจรจาโดยตรง ยังช่วยให้สามารถตกลงในประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
อีกปัจจัยหนึ่งคือการออกแบบข้อตกลงให้ตอบสนองผลประโยชน์พื้นฐานของทุกฝ่าย โดยรักษาบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาไว้เป็นรัฐเดียว ขณะเดียวกันก็รับรองการกระจายอำนาจและการแบ่งปันอำนาจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์หลัก พร้อมทั้งมีการรับประกันจากประชาคมระหว่างประเทศผ่านกองกำลังรักษาสันติภาพและสำนักงานผู้แทนระดับสูง (Office of the High Representative: OHR) ซึ่งช่วยสนับสนุนการดำเนินการตามข้อตกลงในช่วงหลังสงคราม
แม้ว่าข้อตกลงเดย์ตันจะสามารถยุติสงครามได้ แต่โครงสร้างการเมืองที่กำหนดขึ้นกลับยึดโยงกับการแบ่งแยกตามชาติพันธุ์อย่างถาวร การจัดตั้งหน่วยการปกครองสองแห่งและระบบแบ่งปันอำนาจที่ซับซ้อนทำให้การตัดสินใจของรัฐบาลกลางเป็นไปอย่างล่าช้า หลายประเด็นสำคัญต้องอาศัยฉันทามติจากทุกกลุ่ม ส่งผลให้การปฏิรูปด้านรัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจ และสถาบันของรัฐดำเนินไปได้จำกัด อีกทั้งผู้นำการเมืองยังคงใช้วาทกรรมชาตินิยมเพื่อรักษาฐานเสียงของตน ทำให้ความไว้วางใจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ฟื้นตัวได้ช้า
นอกจากนี้ กระบวนการเจรจามุ่งเน้นการยุติสงครามระหว่างผู้นำทางการเมืองมากกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้หญิง ภาคประชาสังคม และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงทำให้ประเด็นด้านความจริง ความยุติธรรม การเยียวยา และการปรองดองได้รับความสำคัญน้อยกว่าการจัดสรรอำนาจทางการเมือง แม้จะสามารถรักษาสันติภาพเชิงลบ (negative peace) ได้ แต่การสร้างสันติภาพเชิงบวก (positive peace) และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนยังคงเป็นความท้าทายของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาจนถึงปัจจุบัน
กรณีบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาชี้ให้เห็นว่าการออกแบบ โครงสร้างทางการเมืองหลังความขัดแย้ง มีความสำคัญไม่แพ้การยุติการสู้รบ แม้ข้อตกลงเดย์ตันจะสามารถหยุดสงครามได้สำเร็จ แต่ระบบแบ่งปันอำนาจที่ผูกกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างถาวรกลับทำให้การบริหารประเทศมีความซับซ้อนและเกิดภาวะชะงักงันทางการเมืองในระยะยาว สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ บทเรียนสำคัญคือ การกระจายอำนาจหรือการออกแบบสถาบันควรสร้างสมดุลระหว่าง การเคารพอัตลักษณ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และประสิทธิภาพของการบริหารรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการสร้างโครงสร้างที่ตอกย้ำการแบ่งแยกหรือทำให้การตัดสินใจของรัฐไม่สามารถดำเนินการได้
อีกบทเรียนหนึ่งคือ สันติภาพที่ยั่งยืนต้องมีความครอบคลุม (inclusive peace) ไม่ใช่อาศัยเพียงการตกลงระหว่างผู้นำหรือคู่ขัดแย้งหลักเท่านั้น การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิง ภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา เยาวชน และผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะการเจรจา จะช่วยเพิ่มความชอบธรรมของข้อตกลง สร้างความไว้วางใจในระดับชุมชน และทำให้การดำเนินการตามข้อตกลงได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากขึ้น ซึ่งเป็นบทเรียนที่สามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
Begić, Z. (2014). War, peace and the protests. Unbribable Bosnia, 35-45. https://www.researchgate.net/profile/Damir-Arsenijevic/publication/323457143_Unbribable_Bosnia_the_fight_for_the_commons/links/68d16f22d221a404b2a1c068/Unbribable-Bosnia-the-fight-for-the-commons.pdf; Beglerović, N. (2022). The role, expectations and challenges of high representative in Bosnia and Herzegovina. Politics in Central Europe, 18(3), 397-432. https://reference-global.com/download/article/10.2478/pce-2022-0018.pdf; Cyprus Dialogue Forum. (n.d.). A case of international mediation: Bosnia-Herzegovina peace process.
https://cyprusdialogueforum-live-11dc5239f7f14f-15d2d2f.divio-media.com/documents/POL-BH-Report-ENG_New.pdf; Novotná, Z. (2022). Women's peacebuilding civil society organisations and empowerment: A case Study of Bosnia and Herzegovina. https://dspace.cuni.cz/bitstream/handle/20.500.11956/177559/120428629.pdf?sequence=1; Rangelov, I., & Theros, M. (2007). Maintaining the Process in Bosnia and Herzegovina. Arbeitsgemeinschaft Frieden und Entwicklung (FriEnt). https://www.ziviler-friedensdienst.org/sites/default/files/media/file/2022/zfd-development-and-legitimacy-transitional-justice-1634_113.pdf; Simic, O. (2009). What remains of Srebrenica? Motherhood, transitional justice and yearning for the truth. Journal of International Women's Studies. https://vc.bridgew.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1268&context=jiws; Tzifakis, N. (2007). The Bosnian peace process: The power-sharing approach revisited. Perspectives: Review of International Affairs, (28), 85-102. file:///C:/Users/Acer_it/Downloads/ssrn-2285446.pdf