รัฐบาลรัสเซีย vs. กองกำลังเชเชน

เอเชียกลางและคอเคซัส · ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ต (1996)

ชั้นที่ 1 · บริบทและรากเหง้าความขัดแย้ง
รากเหง้า/สาเหตุเชิงโครงสร้าง

ความขัดแย้งเชชเนียมีรากฐานจากการผสมผสานของปัจจัยทางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง มากกว่าจะเป็นผลจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์หรือศาสนาเพียงอย่างเดียว ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 สาธารณรัฐเชชเนียภายใต้การนำของ โจคาร์ ดูดาเยฟ (Dzhokhar Dudayev) ประกาศเอกราช ขณะที่รัฐบาลรัสเซียยืนยันหลักการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนและปฏิเสธการแยกตัวของสาธารณรัฐภายในสหพันธรัฐรัสเซีย ส่งผลให้ข้อพิพาทเรื่องสถานะทางการเมืองของเชชเนียกลายเป็นแก่นของความขัดแย้ง นอกจากนี้ ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเชชเนียในฐานะพื้นที่ผ่านท่อส่งน้ำมันจากทะเลแคสเปียน รวมถึงผลประโยชน์ของชนชั้นนำทางการเมือง กองทัพ และภาคพลังงานของรัสเซีย ยิ่งทำให้รัฐบาลรัสเซียมีแรงจูงใจในการรักษาการควบคุมพื้นที่ดังกล่าวไว้ด้วยกำลังมากกว่าการยอมรับการแบ่งแยกดินแดน

ความขัดแย้งถูกขับเคลื่อนโดยการแข่งขันระหว่างชนชั้นนำ (elite competition) และการใช้ประเด็นเชชเนียเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลรัสเซียและฝ่ายผู้นำเชชเนียต่างใช้แนวคิดชาตินิยมเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมของตนเอง ขณะที่ความล้มเหลวของการเจรจาในช่วงปี ค.ศ. 1993–1994 ประกอบกับความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย นำไปสู่การใช้กำลังทางทหารในปี ค.ศ. 1994 และการยืดเยื้อของความขัดแย้ง ซึ่งต่อมาพัฒนาไปสู่การผสมผสานของชาตินิยม ความรุนแรง และกระแสอิสลามหัวรุนแรงในช่วงปลายทศวรรษ 1990

ข้อเรียกร้องหลัก

ฝ่ายเชเชนเรียกร้องการยุติปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย การถอนกำลังทหารออกจากเชชเนีย และการรับรองสิทธิของประชาชนเชเชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง โดยเป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของขบวนการแบ่งแยกดินแดนคือการได้รับเอกราชหรืออย่างน้อยการมีสถานะทางการเมืองที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของมอสโก ขณะเดียวกัน ฝ่ายเชเชนยังต้องการให้มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหลังสงคราม รวมถึงการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ฝ่ายรัสเซียมุ่งยุติการสู้รบและรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของสหพันธรัฐ โดยไม่ยอมรับเอกราชของเชชเนียในทันที รัฐบาลรัสเซียต้องการให้การถอนกำลังดำเนินควบคู่กับมาตรการด้านความมั่นคง การปราบอาชญากรรมและการก่อการร้าย ตลอดจนการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเงินกับเชชเนีย ความขัดแย้งระหว่างข้อเรียกร้องเรื่องการกำหนดอนาคตตนเองกับการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนจึงถูกแก้ไขชั่วคราวด้วยการเลื่อนการตัดสินสถานะขั้นสุดท้ายของเชชเนียออกไปจนถึงปลายปี ค.ศ. 2001

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

กันยายน 1991 — จอคฮาร์ ดูดาเยฟ (Dzhokhar Dudayev) อดีตนายพลกองทัพอากาศโซเวียต เข้ายึดอำนาจในกรอซนี และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐเชเชนแห่งอิชเคเรีย (Chechen Republic of Ichkeria) หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัฐบาลรัสเซียปฏิเสธที่จะรับรองเอกราชดังกล่าว

1992 — เชชเนียประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ ขณะที่รัสเซียยืนยันว่าเชชเนียยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย ส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้น

ธันวาคม 1994 — รัสเซียส่งกองกำลังเข้าปฏิบัติการทางทหารในเชชเนียเพื่อยุติขบวนการแบ่งแยกดินแดน เปิดฉากสงครามเชเชนครั้งที่หนึ่ง (First Chechen War)

มิถุนายน 1995 — กองกำลังเชเชนบุกยึดโรงพยาบาลเมืองบูเดนอฟสค์ (Budennovsk) และจับตัวประกันจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อรัฐบาลรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามในการเจรจาหยุดยิง

เมษายน 1996 — ประธานาธิบดีจอคฮาร์ ดูดาเยฟ เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซีย และเซลิมคาน ยานดาร์บีเยฟ (Zelimkhan Yandarbiyev) เข้าดำรงตำแหน่งรักษาการผู้นำเชชเนีย

สิงหาคม 1996 — กองกำลังเชเชนเปิดปฏิบัติการยึดกรอซนีได้สำเร็จ ทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องหันกลับเข้าสู่การเจรจาเพื่อยุติการสู้รบ

31 สิงหาคม 1996 — พลเอกอเล็กซานเดอร์ เลเบด (Alexander Lebed) ผู้แทนรัฐบาลรัสเซีย และอัสลาน มัสคาดอฟ (Aslan Maskhadov) ผู้บัญชาการฝ่ายเชเชน ลงนาม ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ต (Khasavyurt Accord) กำหนดให้หยุดยิง ถอนกำลังทหารรัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึก และเลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานะทางการเมืองของเชชเนียออกไปจนถึงปี 2001

พฤษภาคม 1997 — ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) และประธานาธิบดีอัสลาน มัสคาดอฟ ลงนาม Treaty on Peace and the Principles of Relations between the Russian Federation and the Chechen Republic of Ichkeria ยืนยันการไม่ใช้กำลังระหว่างกัน แม้ว่าสถานะเอกราชของเชชเนียยังคงไม่ได้รับการแก้ไข

1998 — มัสคาดอฟประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงภายในเชชเนียยังคงเปราะบาง และรัฐบาลไม่สามารถควบคุมกองกำลังติดอาวุธทุกกลุ่มได้

1999 — กลุ่มนักรบเชเชนบางส่วนบุกดาเกสถาน (Dagestan) พร้อมกับเกิดเหตุระเบิดหลายครั้งในรัสเซีย ซึ่งรัฐบาลรัสเซียกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ส่งผลให้รัสเซียเปิดฉาก สงครามเชเชนครั้งที่สอง (Second Chechen War) และข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตสิ้นสุดลงโดยพฤตินัย

2000 — รัสเซียยึดกรอซนีกลับคืนได้ และจัดตั้งรัฐบาลท้องถิ่นที่สนับสนุนมอสโกภายใต้การนำของอัคห์หมัด คาดีรอฟ (Akhmad Kadyrov)

2009 — รัสเซียประกาศยุติปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในเชชเนียอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามเชเชนในเชิงปฏิบัติ และทำให้รามซาน คาดีรอฟ (Ramzan Kadyrov) มีอำนาจควบคุมการปกครองเชชเนียมากขึ้น

เงื่อนไขเฉพาะบริบท

กระบวนการสันติภาพเชชเนียเกิดขึ้นภายใต้บริบทเฉพาะที่แตกต่างจากความขัดแย้งแบ่งแยกดินแดนหลายกรณี กล่าวคือ เชชเนียเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย มิใช่อดีตสาธารณรัฐสมาชิกของสหภาพโซเวียตที่ได้รับการรับรองเอกราช ส่งผลให้ประชาคมระหว่างประเทศยึดหลักการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน (territorial integrity) และไม่สนับสนุนการรับรองเอกราชของเชชเนีย แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้กำลังของรัสเซียก็ตาม นอกจากนี้ เชชเนียยังตั้งอยู่บนพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณเทือกเขาคอเคซัสและเป็นเส้นทางสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัสเซียทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

ในด้านสังคม แม้ประชากรส่วนใหญ่ของเชชเนียจะนับถือศาสนาอิสลาม ก่อนสงครามสังคมเชชเนียมีลักษณะค่อนข้างเป็นฆราวาส (secularized) และอัตลักษณ์ทางศาสนายังมิใช่ปัจจัยหลักของความขัดแย้ง หากแต่สงครามที่ยืดเยื้อ ความสูญเสียจำนวนมาก และการแทรกซึมของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงจากภายนอกหลังปี ค.ศ. 1996 ทำให้ความขัดแย้งค่อย ๆ เปลี่ยนจากข้อพิพาทด้านการกำหนดสถานะทางการเมืองไปสู่ความขัดแย้งที่เชื่อมโยงกับวาทกรรม ""การต่อต้านการก่อการร้าย"" ซึ่งส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจ การเจรจา และโอกาสในการบรรลุข้อตกลงทางการเมืองในระยะยาว

ชั้นที่ 2 · กลไกกระบวนการสันติภาพและการมีส่วนร่วม
ผู้ไกล่เกลี่ย/ฝ่ายที่สาม

กระบวนการคาซาฟยิวร์ตไม่มีผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือเสนอร่างข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากการตกลงหลักเกิดจากการเจรจาโดยตรงระหว่างอเล็กซานเดอร์ เลเบดกับอัสลาน มัสคาดอฟ อย่างไรก็ตาม คณะช่วยเหลือขององค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรปประจำเชชเนีย (OSCE Assistance Group) มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้อำนวยความสะดวก ผู้สนับสนุนการติดต่อระหว่างคู่ขัดแย้ง และผู้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กระบวนการเจรจา ซึ่งมีทิม กุลดีมันน์ หัวหน้าคณะ OSCE Assistance Group เข้าร่วมเป็นพยานในการลงนามข้อตกลงเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1996

รูปแบบการเจรจา

กระบวนการเจรจาคาซาฟยิวร์ตมีลักษณะเป็นการเจรจาโดยตรงและค่อนข้างจำกัดวงระหว่างผู้แทนระดับสูงของฝ่ายรัสเซียกับผู้นำทางการเมืองและการทหารของฝ่ายเชเชน โดยบุคคลสำคัญคือพลเอกอเล็กซานเดอร์ เลเบด ผู้แทนฝ่ายรัสเซีย และอัสลาน มัสคาดอฟ ผู้บัญชาการฝ่ายเชเชน การเจรจาเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์สนามรบ หลังฝ่ายเชเชนสามารถยึดกรอซนีกลับคืนได้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1996 ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเร่งหาทางยุติการสู้รบมากกว่าการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์

รูปแบบของข้อตกลงเป็นการจัดการแบบชั่วคราว โดยตกลงยุติการใช้กำลัง ถอนทหาร และจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างรัสเซียกับเชชเนียเพื่อกำกับการถอนกำลัง การรักษาความมั่นคง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือประชาชน ส่วนประเด็นที่ขัดแย้งมากที่สุด คือสถานะทางการเมืองของเชชเนีย ถูกเลื่อนออกไปเจรจาภายหลัง โต๊ะพูดคุยไม่ได้เปิดให้พรรคการเมือง ภาคประชาสังคม ผู้หญิง หรือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ จึงมีลักษณะเป็นการต่อรองระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองและการทหารเป็นหลัก

ตำแหน่งภาคประชาสังคม

อยู่นอกกระบวนการ

รายละเอียดบทบาทประชาสังคม

ภาคประชาสังคมจะไม่ได้เป็นคู่เจรจาโดยตรงในข้อตกลงคาซาฟยิวร์ต (Khasavyurt Accord) แต่หลายองค์กรมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการยุติความรุนแรงและติดตามผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะ Committee of Soldiers' Mothers of Russia (CSMR) ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ทหารและครอบครัว เปิดเผยข้อมูลการสูญเสียและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในกองทัพ รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลใช้แนวทางการเจรจาทางการเมืองแทนการใช้กำลัง นอกจากนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชน เช่น Memorial Human Rights Center และเครือข่ายภาคประชาสังคมในรัสเซียและเชชเนีย ยังทำหน้าที่บันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชน ช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น และเผยแพร่ข้อมูลต่อประชาคมระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม พื้นที่การทำงานของภาคประชาสังคมมีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลรัสเซียมององค์กรหลายแห่งว่าเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐ มีการควบคุมสื่อ การกดดันด้านกฎหมายและการเงิน รวมถึงกล่าวหาองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศว่าแทรกแซงกิจการภายใน ส่งผลให้บทบาทของ CSO มีลักษณะเป็นการเฝ้าระวัง การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการผลักดันเชิงนโยบาย มากกว่าการมีส่วนร่วมในการกำหนดสาระของข้อตกลงสันติภาพโดยตรง

กลไกการมีส่วนร่วมของผู้หญิง

ไม่ปรากฏ/ไม่มีข้อมูล

รายละเอียดมิติเพศสภาพ

ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตปี ค.ศ. 1996 ไม่ได้กำหนดบทบัญญัติหรือกลไกเฉพาะเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและคุ้มครองสิทธิของผู้หญิง โดยกระบวนการเจรจามีลักษณะเป็นการตกลงระหว่างผู้นำการเมืองและการทหารของรัสเซียกับฝ่ายเชเชนเป็นหลัก แม้ว่าผู้หญิงเชเชนจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงคราม ทั้งการสูญเสียสมาชิกครอบครัว การพลัดถิ่น ความรุนแรงทางเพศ และภาระในการดูแลครอบครัว รวมถึงมีบทบาทในการค้นหาผู้สูญหายและเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุม แต่บทบาทเหล่านี้ไม่ได้ถูกแปรเป็นการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในข้อตกลง

ในระยะหลังสงคราม ผู้หญิงยังเผชิญการเลือกปฏิบัติหลายชั้นจากความอ่อนแอของหลักนิติธรรม โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ การใช้จารีตและศาสนาเพื่อจำกัดเสรีภาพ ตลอดจนความรุนแรงในครอบครัว การแต่งงานโดยบังคับ และข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิในบุตร สะท้อนว่าข้อตกลงซึ่งมุ่งยุติการสู้รบเฉพาะหน้าไม่ได้วางมาตรการรองรับผลกระทบเฉพาะต่อผู้หญิงหรือการฟื้นฟูสังคมหลังความขัดแย้งอย่างเพียงพอ

ชั้นที่ 3 · สาระสำคัญของข้อตกลง
การแบ่งปันอำนาจ/ปกครองตนเอง

ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตไม่ได้กำหนดรูปแบบการแบ่งปันอำนาจหรือการจัดตั้งรัฐบาลร่วมระหว่างสหพันธรัฐรัสเซียกับสาธารณรัฐเชชเนียโดยตรง หากแต่สร้างกลไกความร่วมมือชั่วคราวผ่าน คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของทั้งสองฝ่าย เพื่อกำกับการดำเนินมาตรการตามข้อตกลง ติดตามการถอนกำลัง ประสานการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และเตรียมการเจรจาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ข้อตกลงยังเลื่อนการตัดสินประเด็นสถานะทางการเมืองและกฎหมายของเชชเนียออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2001 โดยกำหนดให้ใช้การเจรจาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและการยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างความไว้วางใจและเปิดพื้นที่สำหรับการหาทางออกทางการเมืองในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเจรจาเกี่ยวกับสถานะของเชชเนียไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ก่อนที่ความรุนแรงจะกลับมาปะทุอีกครั้งในปี ค.ศ. 1999 ส่งผลให้กระบวนการแบ่งปันอำนาจตามกรอบของข้อตกลงไม่สามารถดำเนินการจนบรรลุผลได้

การจัดการอาวุธ/กองกำลัง (DDR)

ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตให้ความสำคัญกับการยุติการสู้รบและการถอนกำลังทหารเป็นลำดับแรก โดยกำหนดให้มีการติดตามการถอนกำลังของกองทัพรัสเซียผ่านคณะกรรมาธิการร่วม พร้อมทั้งประสานมาตรการรักษาความมั่นคง การควบคุมอาชญากรรม การก่อการร้าย และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา รวมถึงการจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้กำหนดกระบวนการ DDR (Disarmament, Demobilization and Reintegration) อย่างครบถ้วน เช่น การปลดอาวุธกองกำลังเชเชน การปลดประจำการนักรบ หรือการฟื้นฟูและคืนสู่สังคมของอดีตนักรบ จึงเป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการหยุดยิงและการถอนกำลังทางทหารมากกว่าการปฏิรูปภาคความมั่นคงหรือการจัดการกองกำลังในระยะยาว

ยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน/เยียวยา

ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตไม่ได้กำหนดกลไกด้าน กระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) หรือมาตรการเยียวยาผู้เสียหายจากสงครามโดยตรง เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง การดำเนินคดีผู้กระทำผิด การนิรโทษกรรม การชดเชยผู้เสียหาย หรือการปฏิรูปสถาบันด้านความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงได้ยืนยันหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง โดยอ้างอิง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 (Universal Declaration of Human Rights) และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 (ICCPR) รวมถึงหลักสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง ความเสมอภาคของชนชาติ และการคุ้มครองประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรอบหลักการสำหรับการเจรจาและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายในอนาคต มากกว่าจะเป็นมาตรการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านที่มีผลบังคับใช้โดยตรง

การรองรับทางกฎหมาย

ไม่มีกฎหมายรองรับ

รายละเอียดกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ

ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐรัสเซียหรือกำหนดสถานะทางรัฐธรรมนูญใหม่ให้แก่สาธารณรัฐเชชเนีย แต่กำหนดให้การเจรจาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป พร้อมยืนยันหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และความเสมอภาคของชนชาติ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายรัสเซียยังคงยืนยันว่าการดำเนินการทางทหารในเชชเนียตั้งอยู่บนฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองบูรณภาพแห่งดินแดนและความมั่นคงของสหพันธรัฐ โดยศาลรัฐธรรมนูญรัสเซียมีคำวินิจฉัยในปี ค.ศ.1995 รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งประธานาธิบดีและมติรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการในเชชเนียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตจึงมิได้เปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของเชชเนีย หากแต่เลื่อนการพิจารณาประเด็นดังกล่าวไปสู่การเจรจาในอนาคต

ระดับการบังคับใช้

บังคับใช้บางส่วน

พัฒนาการการนำไปปฏิบัติ

หลังการลงนามข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1996 ทั้งสองฝ่ายสามารถยุติการสู้รบครั้งใหญ่และดำเนินการถอนกำลังทหารรัสเซียออกจากเชชเนียได้ตามกรอบที่ตกลงไว้ ส่งผลให้เกิดช่วงเวลาที่ความรุนแรงลดลง และเปิดทางให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเชชเนียในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งรัสเซียให้การยอมรับผลการเลือกตั้งของ อัสลัน มัสคาดอฟ (Aslan Maskhadov) พร้อมลงนามสนธิสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลเชชเนียในปีเดียวกัน นับเป็นช่วงที่กระบวนการสันติภาพมีความคืบหน้ามากที่สุดภายหลังการลงนามข้อตกลง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามข้อตกลงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในระยะยาว เนื่องจากประเด็นสำคัญเรื่องสถานะทางการเมืองของเชชเนียถูกเลื่อนการตัดสินออกไปโดยไม่มีข้อยุติ ขณะที่รัฐบาลเชชเนียประสบปัญหาความอ่อนแอของสถาบันรัฐ การขยายตัวของกลุ่มติดอาวุธนอกการควบคุม การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และความไม่มั่นคงภายใน ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายเสื่อมถอยลง ก่อนที่เหตุการณ์การบุกดาเกสถานและเหตุระเบิดอาคารที่พักในรัสเซียในปี ค.ศ. 1999 จะนำไปสู่การเปิดฉากสงครามเชเชนครั้งที่สอง ส่งผลให้กรอบข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตยุติบทบาทลงโดยไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขข้อพิพาททางการเมืองอย่างถาวร

ชั้นที่ 4 · ผลลัพธ์ ความท้าทาย และบทเรียน
ปัจจัยความสำเร็จ

ข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตประสบความสำเร็จในระยะสั้นจากการที่ทั้งรัฐบาลรัสเซียและฝ่ายเชเชนต่างตระหนักว่าการสู้รบต่อไปมีต้นทุนทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองสูงเกินกว่าจะยอมรับได้ หลังจากกองกำลังเชเชนสามารถยึดเมืองกรอซนีคืนได้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1996 ขณะที่รัฐบาลรัสเซียเผชิญแรงกดดันจากความสูญเสียของกองทัพ กระแสคัดค้านสงครามภายในประเทศ และการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจร่วมกันในการยุติการสู้รบผ่านการเจรจา

นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นของข้อตกลงในการ เลื่อนการตัดสินประเด็นสถานะของเชชเนีย ออกไปในอนาคต ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้โดยไม่จำเป็นต้องยุติข้อพิพาททางการเมืองในทันที ส่งผลให้เกิดการถอนกำลังของกองทัพรัสเซีย การเลือกตั้งในเชชเนียปี ค.ศ. 1997 และการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับรัฐบาลของอัสลัน มัสคาดอฟในปีเดียวกัน ซึ่งช่วยลดระดับความรุนแรงลงได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

ปัจจัยความท้าทาย

แม้ว่าข้อตกลงจะสามารถยุติการสู้รบได้ในระยะสั้น แต่กลับไม่สามารถแก้ไขประเด็นโครงสร้างของความขัดแย้งได้ โดยเฉพาะข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะทางการเมืองของเชชเนีย ซึ่งถูกเลื่อนการตัดสินออกไปโดยไม่มีกรอบหรือกลไกที่ชัดเจนสำหรับการหาข้อยุติในอนาคต ขณะเดียวกัน ข้อตกลงยังไม่มีมาตรการด้านการแบ่งปันอำนาจ การปลดอาวุธและฟื้นฟูอดีตนักรบ (DDR) หรือกระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ทำให้ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ นอกจากนี้ รัฐบาลเชชเนียหลังสงครามยังมีศักยภาพจำกัดในการควบคุมกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มและรักษาความมั่นคงภายใน ขณะที่ความไม่ไว้วางใจระหว่างคู่ขัดแย้งยังคงมีอยู่ ประกอบกับเหตุการณ์การบุกดาเกสถานและเหตุระเบิดในรัสเซียปี ค.ศ. 1999 ซึ่งรัฐบาลรัสเซียเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธเชเชน ส่งผลให้รัสเซียกลับมาใช้กำลังทางทหารอีกครั้ง และนำไปสู่สงครามเชเชนครั้งที่สอง ทำให้กระบวนการสันติภาพตามข้อตกลงคาซาฟยิวร์ตยุติลงก่อนบรรลุเป้าหมายระยะยาว

บทเรียนสู่บริบทไทย/จชต.

กรณีคาซาฟยิวร์ตสะท้อนให้เห็นว่า การหยุดยิงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน หากประเด็นแกนกลางของความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการทางการเมืองที่มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน การเลื่อนการตัดสินประเด็นสำคัญอาจช่วยลดความรุนแรงในระยะสั้น แต่หากขาดกลไกติดตาม การสร้างความไว้วางใจ และมาตรการรองรับในระยะยาว ความขัดแย้งมีโอกาสกลับมาปะทุอีกครั้งได้

สำหรับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนด กรอบการเจรจาที่ชัดเจน มีแผนการดำเนินงานและกลไกติดตามผลที่ต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างสถาบันหรือกลไกร่วมที่สามารถแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อขัดแย้งระหว่างการดำเนินกระบวนการสันติภาพ นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการจัดการประเด็นด้านความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และการฟื้นฟูความไว้วางใจควบคู่กับการเจรจาทางการเมือง จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กระบวนการสันติภาพมีความยั่งยืนมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการยุติการใช้กำลัง

แหล่งอ้างอิง

BBC News. (2018, January 11). Chechnya profile - Timeline. https://www.bbc.com/news/world-europe-18190473; Commission on Security and Cooperation in Europe. (2004). The war in Chechnya and Russian civil society. https://www.csce.gov/wp-content/uploads/2016/02/The-War-in-Chechnya-and-Russian-Civil-Society.pdf; Hughes, J. (2001). Chechnya: The causes of a protracted post‐soviet conflict. Civil Wars, 4(4), 11-48. https://researchonline.lse.ac.uk/id/eprint/641/1/Hughes.Chechnya.Civil_Wars.pdf; International Committee of the Red Cross. (n.d.). Russia, constitutionality of decrees on Chechnya. ICRC Casebook. https://casebook.icrc.org/case-study/russia-constitutionality-decrees-chechnya; Malek, M. (2008). Russia, Iran, and the conflict in Chechnya. Caucasian Review of International Affairs, 2(1), 1-10. http://www.cria-online.org/Journal/2/Russia,%20Iran%20and%20Chechnya%20-%20November%202007%20by%20Malek_done.pdf; PA-X Peace Agreements Database. (1996). Khasavyourt Joint Declaration and Principles for Mutual Relations. https://www.peaceagreements.org/media/documents/ag434_56af68e817b52.pdf; Russell, J. (2007). Chechnya-Russia's' war on Terror'. Routledge. file:///C:/Users/Acer_it/Downloads/10.4324_9780203946664_previewpdf.pdf