ความขัดแย้งในเขต Chittagong Hill Tracts (CHT) มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างรัฐกับชนพื้นเมืองจุมมา (Jumma peoples) ซึ่งประกอบด้วยชนพื้นเมืองหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมแตกต่างจากประชากรชาวเบงกาลีส่วนใหญ่ ภายหลังการได้รับเอกราชของบังกลาเทศในปี ค.ศ. 1971 รัฐบาลดำเนินนโยบายสร้างรัฐชาติบนพื้นฐานอัตลักษณ์แบบเบงกาลีและให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพของรัฐ มากกว่าการรับรองความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ส่งผลให้ข้อเรียกร้องของชนพื้นเมืองในการปกครองตนเอง การคุ้มครองอัตลักษณ์ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ได้รับการตอบสนอง นอกจากนี้ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การก่อสร้างเขื่อน Kaptai ซึ่งทำให้ชนพื้นเมืองจำนวนมากสูญเสียที่ดินและต้องอพยพ รวมถึงการอพยพชาวเบงกาลีจำนวนมากเข้าสู่ CHT ในช่วงทศวรรษ 1980 ได้ยิ่งเพิ่มการแข่งขันด้านที่ดินและทรัพยากรจนกลายเป็นชนวนสำคัญของความขัดแย้ง
เพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวของ Parbatya Chattagram Jana Samhati Samiti (PCJSS) และกองกำลังติดอาวุธ Shanti Bahini รัฐบาลได้เพิ่มกำลังทหารจำนวนมากในพื้นที่และใช้มาตรการด้านความมั่นคงอย่างเข้มข้น ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน การบังคับโยกย้ายประชากร การอพยพของผู้ลี้ภัยไปยังอินเดีย และความหวาดระแวงระหว่างชนพื้นเมืองกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเบงกาลี ความขัดแย้งจึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ด้วยอาวุธ หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสิทธิในที่ดิน การกระจายอำนาจ การยอมรับอัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่นำไปสู่การเจรจาและการลงนาม CHT Peace Accord ในปี ค.ศ. 1997
รัฐบาลบังกลาเทศมีเป้าหมายหลักในการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมยุติการก่อความไม่สงบใน CHT ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งให้กองกำลัง Shanti Bahini ปลดอาวุธ ยุติการต่อสู้ และกลับเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ขณะที่ PCJSS เรียกร้องให้รัฐรับรองอัตลักษณ์ของชนพื้นเมืองจุมมา จัดตั้งระบบการปกครองตนเองผ่านสภาระดับภูมิภาคและสภาเขต รับรองสิทธิในที่ดินและทรัพยากรตามจารีต ถอนค่ายทหารที่ไม่จำเป็น ส่งผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นกลับถิ่นฐานเดิมอย่างปลอดภัย รวมทั้งเปิดโอกาสให้ชนพื้นเมืองมีส่วนร่วมในการบริหารพื้นที่ของตนเอง
แม้ในช่วงแรกบางฝ่ายเรียกร้องการปกครองตนเองในระดับที่กว้างขวาง แต่ระหว่างการเจรจา PCJSS ได้ปรับข้อเรียกร้องให้อยู่ภายใต้กรอบของรัฐบังกลาเทศ โดยมุ่งเน้นการกระจายอำนาจและการรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองมากกว่าการแบ่งแยกดินแดน ทำให้การเจรจานำไปสู่ข้อตกลงที่ประนีประนอมระหว่างการรักษาเอกภาพของรัฐกับการขยายสิทธิในการปกครองตนเองของประชาชนในพื้นที่
1960–1963 — การก่อสร้างเขื่อน Kaptai Dam ในสมัยปากีสถานทำให้พื้นที่เกษตรราวร้อยละ 40 ถูกน้ำท่วม และชนพื้นเมืองกว่า 100,000 คนต้องอพยพ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจต่อรัฐ
1971–1972 — หลังบังกลาเทศได้รับเอกราช ผู้นำชนพื้นเมืองเรียกร้องการรับรองอัตลักษณ์และการปกครองตนเอง แต่รัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอและยืนยันการสร้างรัฐบนอัตลักษณ์เบงกาลี ส่งผลให้ก่อตั้ง Parbatya Chattagram Jana Samhati Samiti (PCJSS)
1976–1977 — กองกำลัง Shanti Bahini เริ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐบาลบังกลาเทศ ขณะที่รัฐเพิ่มกำลังทหารและดำเนินนโยบายย้ายประชากรชาวเบงกาลีเข้าสู่พื้นที่ Chittagong Hill Tracts (CHT)
ทศวรรษ 1980 — ความขัดแย้งทวีความรุนแรงจากการตั้งถิ่นฐานของชาวเบงกาลี การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการอพยพของผู้ลี้ภัยชนพื้นเมืองจำนวนมากไปยังรัฐตริปุระ ประเทศอินเดีย
1992–1996 — เริ่มกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ PCJSS มีการหยุดยิงเป็นระยะ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการเจรจาเพื่อหาทางออกทางการเมือง
2 ธันวาคม ค.ศ. 1997 — ลงนาม Chittagong Hill Tracts Peace Accord ระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศและ PCJSS ครอบคลุมการปลดอาวุธ การนิรโทษกรรม การส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ การจัดตั้ง Chittagong Hill Tracts Regional Council การเสริมอำนาจ Hill District Councils และการจัดตั้ง Land Commission เพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านที่ดิน
1998–2001 — เริ่มดำเนินการตามข้อตกลง โดยมีการปลดอาวุธของ Shanti Bahini การส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ การจัดตั้งกระทรวงกิจการ Chittagong Hill Tracts การตรา Regional Council Act (1998) และ Land Dispute Resolution Commission Act (2001)
หลังปี 2001–ปัจจุบัน — แม้การสู้รบระหว่างรัฐบาลกับ PCJSS จะยุติลง แต่การดำเนินการตามข้อตกลงหลายประเด็นยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการคืนที่ดิน การถอนค่ายทหาร การกระจายอำนาจ และการคุ้มครองสิทธิชนพื้นเมือง ขณะที่ยังเกิดความรุนแรงระหว่าง PCJSS กับ United People's Democratic Front (UPDF) และข้อพิพาทระหว่างชนพื้นเมืองกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเบงกาลีเป็นระยะ
บริบทของ CHT มีลักษณะเฉพาะจากการเป็นพื้นที่ภูเขาชายแดนติดอินเดียและเมียนมา มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม เช่น จักมา มาร์มา และตรีปุระ ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และความเชื่อดั้งเดิม แตกต่างจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นชาวเบงกาลีมุสลิม ความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา ประกอบกับประวัติศาสตร์การได้รับสถานะปกครองพิเศษในยุคอาณานิคม ทำให้ชนพื้นเมืองมีอัตลักษณ์ทางการเมืองที่เข้มแข็งและต้องการรักษาสิทธิในการจัดการพื้นที่ของตนเอง
ในช่วงสงคราม ความขัดแย้งทวีความรุนแรงจากการโยกย้ายผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเบงกาลีเข้าสู่ CHT การเพิ่มกำลังทหารจำนวนมาก และการอพยพของผู้ลี้ภัยไปยังอินเดีย ส่งผลให้ปัญหาสิทธิในที่ดิน การแข่งขันด้านทรัพยากร และความไม่ไว้วางใจระหว่างชุมชนฝังรากลึก แม้หลังการลงนามข้อตกลงสันติภาพแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับผู้ตั้งถิ่นฐาน รวมถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดินและการรับรองสิทธิของชนพื้นเมือง ยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพ
กระบวนการสันติภาพ CHT เป็นการเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศกับ Parbatya Chattagram Jana Samhati Samiti (PCJSS) โดยไม่มีผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม อินเดียมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้สนับสนุนทางการเมืองและความมั่นคง เนื่องจากเป็นประเทศที่รับผู้ลี้ภัยชาวจุมมาจำนวนมาก และมีผลประโยชน์ร่วมในการรักษาเสถียรภาพบริเวณชายแดน นอกจากนี้ การดำเนินงานของหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น UNHCR และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ ยังมีส่วนสนับสนุนการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศและการฟื้นฟูหลังข้อตกลง แม้จะไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจาโดยตรง ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่ากระบวนการสันติภาพ CHT เป็น กระบวนการภายในประเทศ (domestically led peace process) ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากบริบทระหว่างประเทศ มากกว่าการใช้กลไกไกล่เกลี่ยโดยบุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศ ความสำเร็จของการเจรจาจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลและ PCJSS ในการสร้างฉันทามติทางการเมืองและดำเนินการตามข้อตกลงเป็นสำคัญ
กระบวนการสันติภาพ CHT เป็นการเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศกับ Parbatya Chattagram Jana Samhati Samiti (PCJSS) ซึ่งเป็นตัวแทนทางการเมืองของชนพื้นเมืองและกองกำลัง Shanti Bahini การเจรจาดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายรัฐบาล ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 รวมประมาณ 25 รอบ ก่อนบรรลุข้อตกลงในปี ค.ศ. 1997 ภายใต้รัฐบาล Awami League โดยใช้รูปแบบการเจรจาแบบทวิภาคี (bilateral negotiation) ภายในประเทศ ไม่ได้มีผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ แม้อินเดียและประชาคมระหว่างประเทศจะมีบทบาทสนับสนุนบรรยากาศของกระบวนการในทางอ้อม
สาระของการเจรจาครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งสภาภูมิภาคและสภาเขตเพื่อกระจายอำนาจ การรับรองสิทธิในที่ดินและทรัพยากร การปลดอาวุธของ Shanti Bahini การถอนค่ายทหารบางส่วน การส่งผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นกลับถิ่นฐาน และการรับรองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่ได้เปิดให้กลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มหรือภาคประชาสังคมเข้าร่วมโดยตรง ส่งผลให้ภายหลังการลงนามยังมีกลุ่ม United People's Democratic Front (UPDF) และกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ยอมรับข้อตกลงและคัดค้านผลการเจรจา
อยู่นอกกระบวนการ
ภาคประชาสังคมไม่ได้เป็นคู่เจรจาหรือผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการในการจัดทำ CHT Peace Accord ซึ่งเป็นกระบวนการเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศกับ PCJSS อย่างไรก็ตาม หลังการลงนาม องค์กรชนพื้นเมือง องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาเอกชนระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น ให้บริการด้านสุขภาพ การศึกษาและการพัฒนาชุมชน ติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชน และผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อตกลง โดยเฉพาะในประเด็นที่ดิน การลดกำลังทหาร และสิทธิของชนพื้นเมือง บทความร่วมสมัยยังแสดงให้เห็นว่า CSOs ทำหน้าที่นำข้อมูลและข้อเรียกร้องของชนพื้นเมืองเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เมื่อช่องทางการมีส่วนร่วมภายในประเทศยังมีข้อจำกัดดังนั้นการทำงานของ CSOs ใน CHT มีความซับซ้อน องค์กรพัฒนาเอกชนจากพื้นที่ราบบางแห่งถูกชุมชนมองว่าไม่เข้าใจบริบทและสะท้อนมุมมองของสังคมเบงกาลีกระแสหลัก ขณะที่องค์กรท้องถิ่นหลายแห่งมีฐานตามชาติพันธุ์ ศาสนา หรือชุมชนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาจทำให้การจัดสรรทรัพยากรยิ่งตอกย้ำความแตกแยก หากผู้บริจาคเลือกสนับสนุนบางกลุ่มอย่างไม่สมดุล นอกจากนี้ นักปกป้องสิทธิชนพื้นเมืองและองค์กรภาคประชาสังคมยังเผชิญการเฝ้าระวัง การข่มขู่ การตีตราว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และข้อจำกัดด้านเสรีภาพในการรวมกลุ่มและสื่อสารข้อมูล
มีกลไกเฉพาะ (ที่นั่ง/โควตา/บทบัญญัติ)
CHT Peace Accord ค.ศ. 1997 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้หญิงมีบทบาทโดยตรงในคณะเจรจาหรือการกำหนดสาระของข้อตกลง อย่างไรก็ตาม ตัวข้อตกลงได้กำหนดกลไกเฉพาะเพื่อเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในโครงสร้างการปกครองหลังความขัดแย้ง โดยจัดสรรที่นั่งสตรีสามที่นั่งใน Hill District Council แต่ละแห่ง และสามที่นั่งใน Chittagong Hill Tracts Regional Council ซึ่งแบ่งระหว่างผู้หญิงชนพื้นเมืองและผู้หญิงที่ไม่ใช่ชนพื้นเมือง กลไกดังกล่าวสะท้อนความพยายามเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ผู้หญิงในสถาบันท้องถิ่น แม้ข้อตกลงจะไม่ได้กำหนดมาตรการเฉพาะด้านความรุนแรงทางเพศ การเยียวยาผู้หญิง หรือการปฏิรูปกฎหมายจารีตที่เลือกปฏิบัติทางเพศ
ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงชนพื้นเมืองยังเผชิญข้อจำกัดจากความยากจน การพลัดถิ่น การคงกำลังทหาร และระบบยุติธรรมตามจารีตที่มีผู้ชายครองตำแหน่งสำคัญ ผู้หญิงจำนวนมากยังไม่มีสิทธิเท่าเทียมในมรดก ทรัพย์สิน การแต่งงาน การหย่า และการดูแลบุตร และเข้าถึงความยุติธรรมได้ยากทั้งในระบบจารีตและระบบศาลของรัฐ ภายหลังข้อตกลง องค์กรสตรีชนพื้นเมือง เช่น Supporting People and Rebuilding Communities ได้สนับสนุนกระบวนการ Womanifesto เพื่อสร้างเครือข่ายผู้หญิง ผลักดันการปฏิรูปกฎหมายจารีต และเรียกร้องให้ผู้หญิงมีบทบาทนำในระบบยุติธรรมและการตัดสินใจของชุมชนมากขึ้น
CHT Peace Accord กำหนดโครงสร้างการแบ่งปันอำนาจในระดับพื้นที่ผ่านการจัดตั้ง Chittagong Hill Tracts Regional Council ควบคู่กับการเสริมอำนาจของ Hill District Councils ทั้งสามแห่ง โดย Regional Council ประกอบด้วยสมาชิก 22 คน ซึ่งสองในสามเป็นผู้แทนชนพื้นเมือง และกำหนดให้ประธานสภาเป็นชนพื้นเมือง รวมทั้งมีการจัดสรรที่นั่งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และที่นั่งสำหรับผู้หญิง ขณะที่ Hill District Councils ได้รับอำนาจและหน้าที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน เช่น การบริหารและจัดการที่ดิน ตำรวจท้องถิ่น กฎหมายชนพื้นเมืองและความยุติธรรมทางสังคม การพัฒนาพื้นที่ สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรน้ำ การค้า และการเกษตรแบบ Jhum นอกจากนี้ Regional Council ยังมีหน้าที่กำกับและประสานการดำเนินงานของสภาเขต รวมถึงการบริหารทั่วไป การรักษาความสงบเรียบร้อย และการพัฒนาของทั้งสามเขต
การแบ่งปันอำนาจยังครอบคลุมด้านเศรษฐกิจและทรัพยากร โดย Hill District Councils มีอำนาจจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และรายได้บางประเภท รวมถึงได้รับส่วนแบ่งค่าภาคหลวงจากทรัพยากรป่าไม้และการสำรวจหรือสกัดแร่ อีกทั้งการจัดสรร การเช่า ซื้อขาย หรือโอนที่ดินในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาเขต ข้อตกลงจึงวางโครงสร้างการกระจายอำนาจที่เชื่อมโยงทั้งการเป็นตัวแทนทางการเมือง การบริหารพื้นที่ ที่ดิน และทรัพยากรภายในกรอบอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของบังกลาเทศ อย่างไรก็ตาม อำนาจของสถาบันระดับพื้นที่ยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลาง และการถ่ายโอนอำนาจตามข้อตกลงหลายส่วนยังดำเนินการไม่ครบถ้วนในทางปฏิบัติ
ข้อตกลง CHT Peace Accord กำหนดกระบวนการปลดอาวุธและการคืนสู่สังคมของสมาชิก PCJSS โดยให้ PCJSS จัดส่งรายชื่อสมาชิกและรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธและกระสุนแก่รัฐบาลภายใน 45 วันนับจากวันลงนาม จากนั้นรัฐบาลและ PCJSS ร่วมกันกำหนดวันและสถานที่สำหรับการส่งมอบอาวุธ สมาชิกที่ส่งมอบอาวุธและกลับเข้าสู่ชีวิตปกติได้รับการนิรโทษกรรม รวมถึงการถอนคดีและการปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามเงื่อนไขของข้อตกลง พร้อมมาตรการสนับสนุนการคืนสู่สังคม เช่น เงินช่วยเหลือจำนวน 50,000 Taka ต่อครอบครัว การกลับเข้ารับราชการสำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติตามกำหนด การให้สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ และการสนับสนุนด้านการศึกษาสำหรับสมาชิกและครอบครัว
ในส่วนของกำลังฝ่ายรัฐ ข้อตกลงกำหนดให้ถอนค่ายชั่วคราวของกองทัพ กองกำลัง Ansar และ Village Defence Party ออกจากพื้นที่ Chittagong Hill Tracts เป็นขั้นตอน โดยยังคงค่ายถาวรและหน่วยรักษาความมั่นคงชายแดนไว้ พร้อมกำหนดให้ที่ดินและสถานที่ของค่ายที่ถอนออกถูกนำไปใช้โดยเจ้าของเดิมหรือ Hill District Councils ตามความเหมาะสม โครงสร้างดังกล่าวจึงเชื่อมการปลดอาวุธและการคืนสู่สังคมของสมาชิก PCJSS เข้ากับการลดกำลังของรัฐในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดที่แน่นอนสำหรับการถอนค่ายทั้งหมด ทำให้การดำเนินมาตรการด้านการลดกำลังของรัฐเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินต่อภายหลังการลงนาม
ข้อตกลง CHT กำหนดมาตรการด้านการเยียวยาในระดับหนึ่ง โดยครอบคลุมการนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง การปลดอาวุธของกองกำลัง Shanti Bahini การส่งผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นกลับถิ่นฐาน การจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูผู้เดินทางกลับ รวมทั้งการจัดตั้ง Land Commission เพื่อพิจารณาและแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความขัดแย้ง นอกจากนี้ ข้อตกลงยังรับรองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองและจัดตั้งสถาบันท้องถิ่นเพื่อรองรับการบริหารพื้นที่หลังความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านของ CHT มีข้อจำกัดหลายประการ เนื่องจากไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง กลไกสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือกระบวนการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด อีกทั้งการคืนที่ดิน การฟื้นฟูผู้ลี้ภัย และการดำเนินงานของ Land Commission ยังเผชิญอุปสรรคและดำเนินไปอย่างล่าช้า ขณะที่ข้อตกลงไม่ได้กำหนดมาตรการสร้างความปรองดองระหว่างชนพื้นเมืองกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเบงกาลี ทำให้ปัญหาความไม่ไว้วางใจและข้อพิพาทเชิงโครงสร้างยังคงดำรงอยู่หลังสงคราม
มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ
ภายหลังการลงนาม CHT Peace Accord รัฐบาลได้ออกและแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อรองรับโครงสร้างตามข้อตกลง ได้แก่ การแก้ไขกฎหมาย Hill District Councils, การตรา CHT Regional Council Act ค.ศ. 1998, การจัดตั้งกระทรวงกิจการ Chittagong Hill Tracts และการออก CHT Land Dispute Resolution Commission Act ค.ศ. 2001 ซึ่งต่อมาได้รับการแก้ไขในปี ค.ศ. 2016 กฎหมายเหล่านี้รองรับการจัดตั้งสภาภูมิภาค การถ่ายโอนอำนาจบางด้าน การบริหารที่ดิน และการระงับข้อพิพาท รวมถึงมีกรอบกฎหมายทั่วไปในรัฐธรรมนูญที่รับรองความเสมอภาคและห้ามการเลือกปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้ถูกตรึงไว้ในรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญยังไม่รับรองชนพื้นเมืองในฐานะ “Indigenous Peoples” หรือรับรองสิทธิในการปกครองตนเอง สิทธิในที่ดินตามจารีต และสิทธิในทรัพยากรอย่างชัดเจน รัฐยังคงใช้คำว่า “ชนเผ่า” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์ขนาดเล็ก” และไม่รับรองรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชนอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างกฎหมายที่ออกตามข้อตกลงกับอำนาจของรัฐบาลกลางในทางปฏิบัติ มีข้อมูลที่ระบุว่าโครงสร้างสภาภูมิภาคและสภาเขตถูกข้ามหรือจำกัดอำนาจ และบทบัญญัติสำคัญของข้อตกลงจำนวนมากยังไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง
บังคับใช้บางส่วน
ภายหลังการลงนาม CHT Peace Accord เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1997 รัฐบาลบังกลาเทศและ PCJSS ได้เริ่มดำเนินมาตรการสำคัญหลายประการตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลง ได้แก่ การปลดอาวุธและยุบกองกำลัง Shanti Bahini การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง การส่งผู้ลี้ภัยจากอินเดียกลับประเทศ การจัดตั้ง Ministry of Chittagong Hill Tracts Affairs, Chittagong Hill Tracts Regional Council และ Land Commission รวมถึงการถ่ายโอนอำนาจบางส่วนให้แก่สภาเขตและสภาภูมิภาค ตลอดจนการถอนค่ายทหารชั่วคราวบางแห่งออกจากพื้นที่ ซึ่งช่วยยุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับ PCJSS และลดระดับความรุนแรงขนาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานหลายด้านเป็นไปอย่างล่าช้าหรือไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะการคืนที่ดินแก่ชนพื้นเมือง การแก้ไขข้อพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ผ่าน Land Commission การถอนค่ายทหารให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของข้อตกลง และการฟื้นฟูผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังเกิดความขัดแย้งระหว่าง PCJSS กับ UPDF รวมถึงเหตุรุนแรงและข้อพิพาทระหว่างชนพื้นเมืองกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเบงกาลีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แม้ข้อตกลงจะสามารถยุติสงครามระหว่างรัฐกับ PCJSS ได้ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ CHT Peace Accord สามารถยุติการสู้รบขนาดใหญ่ได้ คือความต่อเนื่องของการเจรจาที่ดำเนินผ่านรัฐบาลหลายชุด จนเกิดการประนีประนอมระหว่างเป้าหมายของรัฐบาลในการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน กับข้อเรียกร้องของ PCJSS ในเรื่องการกระจายอำนาจ การรับรองอัตลักษณ์ สิทธิในที่ดิน และการบริหารตนเองในระดับภูมิภาค ข้อตกลงยังเชื่อมโยงมาตรการทางการเมือง ความมั่นคง และการฟื้นฟูไว้ด้วยกัน ทั้งการจัดตั้งสภา การปลดอาวุธ นิรโทษกรรม การส่งผู้ลี้ภัยกลับ และการจัดตั้งกลไกด้านที่ดิน จึงสร้างแรงจูงใจให้กองกำลังหลักวางอาวุธและเข้าสู่ระบบการเมือง
อีกปัจจัยหนึ่งคือการจัดตั้งสถาบันรองรับข้อตกลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก เช่น กระทรวงกิจการ CHT, Regional Council และกฎหมายสภาเขต รวมถึงการสนับสนุนจากอินเดีย ผู้บริจาค และองค์การระหว่างประเทศในด้านการส่งผู้ลี้ภัยกลับและการพัฒนา หลังปี 1997 การสู้รบโดยตรงระหว่างรัฐบาลกับ Shanti Bahini ยุติลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จขั้นพื้นฐานของข้อตกลง แม้ไม่อาจเท่ากับการแก้ไขความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทั้งหมดได้
แม้ CHT Peace Accord จะสามารถยุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับ PCJSS ได้ แต่การดำเนินการตามข้อตกลงยังเผชิญอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างข้อกำหนดในข้อตกลงกับการปฏิบัติจริง เช่น การคืนที่ดิน การดำเนินงานของ คณะกรรมการแก้ไขข้อพิพาทด้านที่ดินแห่ง Chittagong Hill Tracts (Chittagong Hill Tracts Land Dispute Resolution Commission) การถ่ายโอนอำนาจให้แก่ สภาภูมิภาค (Chittagong Hill Tracts Regional Council) และสภาเขต การถอนค่ายทหาร และการฟื้นฟูผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นยังดำเนินไปอย่างล่าช้า ข้อมูลที่องค์กรภาคประชาสังคมยื่นต่อ กลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากลของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Universal Periodic Review: UPR) ระบุว่าบทบัญญัติสำคัญของข้อตกลงจำนวนมากยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะประเด็นการกระจายอำนาจ สิทธิในที่ดิน และการลดบทบาทของกองทัพ
นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังดำรงอยู่จากข้อพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน การตั้งถิ่นฐานของชาวเบงกาลี การคงกำลังทหารในพื้นที่ และการขาดมาตรการสร้างความปรองดองระหว่างชุมชน อีกทั้งการแตกตัวของขบวนการชนพื้นเมือง โดยเฉพาะการเกิด United People's Democratic Front (UPDF) ซึ่งไม่ยอมรับข้อตกลง ทำให้ยังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง การลักพาตัว การรีดไถ และการใช้อาวุธขนาดเล็กเป็นระยะ ขณะเดียวกัน องค์กรภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินงาน ส่งผลให้การติดตามและผลักดันการปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นไปได้อย่างจำกัด
กรณี CHT สะท้อนว่า การยุติการสู้รบจำเป็นต้องมาพร้อมกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นรากของความขัดแย้ง โดยเฉพาะสิทธิในที่ดิน การยอมรับอัตลักษณ์ การกระจายอำนาจ และการลดบทบาทของโครงสร้างความมั่นคง ข้อตกลงที่มีเนื้อหาครอบคลุมสามารถสร้างแรงจูงใจให้กองกำลังวางอาวุธและเข้าสู่ระบบการเมืองได้ แต่ความยั่งยืนของสันติภาพขึ้นอยู่กับการออกกฎหมายรองรับ การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน และการมีสถาบันติดตามที่สามารถบังคับใช้ข้อตกลงได้จริง กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การจัดตั้งสภาหรือกลไกกระจายอำนาจเพียงในตัวบทไม่เพียงพอ หากรัฐบาลกลางยังสามารถข้ามหรือจำกัดอำนาจของสถาบันเหล่านั้นได้ในทางปฏิบัติ
สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย บทเรียนสำคัญคือ กระบวนการสันติภาพควรเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ผู้หญิง เยาวชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบข้อตกลง ไม่ใช่เพียงเข้ามาช่วยดำเนินโครงการภายหลัง อีกทั้งการพัฒนาและความช่วยเหลือต้องสอดคล้องกับความหลากหลายของพื้นที่ ไม่ใช้รูปแบบเดียวกับทุกชุมชน และต้องระวังไม่ให้การจัดสรรงบประมาณหรือการเลือกองค์กรคู่ร่วมงานสร้างความรู้สึกว่ารัฐหรือผู้สนับสนุนเข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ประสบการณ์ CHT ยังย้ำเตือนว่า การไม่มีมาตรการสร้างความไว้วางใจระหว่างชุมชน การเยียวยาการละเมิดในอดีต และการรับรองพื้นที่ของภาคประชาสังคม อาจทำให้สงครามยุติลงแต่ความขัดแย้งยังคงอยู่ในรูปของความหวาดระแวง ความรุนแรงระดับชุมชน และความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง
Chaney, P., Sahoo, S., Punnoose, R., & Haneefa, M. (2025). Civil Society Organisations’ Perspectives on the Contemporary Human Rights Situation of Indigenous Peoples in Bangladesh: A Critical Analysis. International Journal on Minority and Group Rights (published online ahead of print 2025). https://doi.org/10.1163/15718115-bja10229. file:///C:/Users/Acer_it/Downloads/ijgr-article-10.1163-15718115-bja10229.pdf; Feeny, T. (2001). The fragility of peace in the Chittagong Hill Tracts, Bangladesh. Forced Migration Review. https://www.fmreview.org/feeny/; Jain, P. (2023). Bangladesh Indigenous Women's Womanifesto for Equality in the Traditional Justice System. Asia Pacific Forum on Women, Law and Development. https://apwld.org/wp-content/uploads/2023/09/Bangladesh_SPaRC.pdf; PA-X Peace Agreements Database. (1997). Agreement between the National Committee on Chittagong Hill Tracts Constituted by the Government and The Parbattya Chattagram Janasanghati Samity. https://www.peaceagreements.org/media/documents/ag238_5631f562db7c6.pdf; Rasul, G., Thapa, G. B., & Zoebisch, M. A. (2004). Determinants of land-use changes in the Chittagong Hill Tracts of Bangladesh. Applied geography, 24(3), 217-240. https://www.academia.edu/1514100/Determinants_of_land_use_changes_in_the_Chittagong_Hill_Tracts_of_Bangladesh; Shelley, M. R. (2000). Socioeconomic status and development of Chittagong Hill Tracts (CHT) of Bangladesh: an overview. Growth, Poverty Alleviation, and Sustainable Resource Management in the Mountain Areas of South Asia, 107-136. file:///C:/Users/Acer_it/Downloads/c_attachment_213_3024%20(1).pdf