ความขัดแย้งในมินดาเนามีรากฐานจากประวัติศาสตร์การปกครองตนเองของชุมชนมุสลิมโมโร ซึ่งเคยอยู่ภายใต้รัฐสุลต่านซูลูและมากินดาเนา ก่อนพื้นที่จะถูกผนวกรวมเข้าสู่รัฐฟิลิปปินส์สมัยใหม่ การสร้างรัฐแบบรวมศูนย์และนโยบายส่งเสริมให้ประชากรคริสเตียนจากภาคอื่นย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในมินดาเนา ทำให้โครงสร้างประชากรและการถือครองที่ดินเปลี่ยนแปลง ชาวโมโรและชนพื้นเมืองจำนวนมากสูญเสียที่ดิน อำนาจทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่ของตนเอง
ความไม่พอใจยังเกิดจากการกีดกันทางการเมือง ความยากจน การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม และการใช้กำลังของรัฐต่อประชาชนมุสลิม เหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดยเฉพาะกรณี Jabidah ในปี ค.ศ. 1968 เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวชาตินิยมโมโรและการก่อตั้ง MNLF ต่อมา MILF แยกตัวออกจาก MNLF และกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักของรัฐบาล ความขัดแย้งจึงไม่ได้เกิดจากความแตกต่างทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียที่ดิน อัตลักษณ์ การกระจายอำนาจ และความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างด้วย นอกจากนี้ พื้นที่ยังมีความขัดแย้งหลายระดับ ทั้งความขัดแย้งระหว่างรัฐกับกลุ่มติดอาวุธอาชญากรรม การแย่งชิงทรัพยากร และการดำเนินงานของกลุ่มติดอาวุธอื่นนอกกระบวนการสันติภาพ ทำให้การยุติความขัดแย้งกับ MILF เพียงกลุ่มเดียวไม่สามารถแก้ความรุนแรงทั้งหมดในมินดาเนาได้
MILF เรียกร้องให้ยอมรับอัตลักษณ์และสิทธิทางการเมืองของประชาชนบังซาโมโร รวมถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตและบริหารกิจการภายในพื้นที่ของตนเอง ในช่วงแรกขบวนการมีเป้าหมายสูงถึงการแยกตัวและจัดตั้งรัฐอิสลาม แต่ต่อมาได้ปรับข้อเรียกร้องมาเป็นการปกครองตนเองอย่างมีความหมายภายใต้อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของฟิลิปปินส์
ข้อเรียกร้องหลักจึงครอบคลุมการจัดตั้งหน่วยการเมืองบังซาโมโรแทนเขตปกครองตนเองเดิม การแบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลระดับภูมิภาค การมีระบบรัฐสภาและสถาบันการเมืองของตนเอง การแบ่งรายได้และบริหารทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การรับรองสิทธิในดินแดนบรรพบุรุษ อัตลักษณ์ ศาสนา และวัฒนธรรม ตลอดจนการปลดอาวุธอย่างเป็นขั้นตอน การคืนสู่สังคมของอดีตนักรบ และการแก้ไขความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ ข้อตกลง CAB ยอมรับความชอบธรรมของความคับข้องใจของชาวบังซาโมโรและเป้าหมายของการปกครองตนเองผ่านกระบวนการประชาธิปไตย
1968 — เหตุการณ์ Jabidah กระตุ้นความตื่นตัวทางการเมืองของชาวมุสลิมโมโร
1969–1972 — มีการก่อตั้ง MNLF และการสู้รบกับรัฐบาลขยายตัวหลังการประกาศกฎอัยการศึก
1976 — รัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MNLF ลงนามข้อตกลงตริโปลีว่าด้วยการปกครองตนเอง
ช่วงปลายทศวรรษ 1970 — MILF แยกตัวออกจาก MNLF และพัฒนาเป็นขบวนการติดอาวุธหลักอีกกลุ่มหนึ่ง
1996 — รัฐบาลกับ MNLF ลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับสุดท้าย แต่โครงสร้าง ARMM ยังไม่สามารถแก้ข้อเรียกร้องของ MILF ได้
1997 — รัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MILF เริ่มการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ
2001 — มาเลเซียเริ่มทำหน้าที่อำนวยความสะดวก และมีการลงนามกรอบการเจรจาและข้อตกลงตริโปลีว่าด้วยสันติภาพ
2004 — จัดตั้ง International Monitoring Team เพื่อติดตามการหยุดยิงและช่วยลดการปะทะ
2008 — Memorandum of Agreement on Ancestral Domain หรือ MOA-AD ถูกศาลสูงสุดวินิจฉัยว่าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กระบวนการชะงักและเกิดความรุนแรงรอบใหม่
2009 — จัดตั้ง International Contact Group ซึ่งรวมทั้งรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ
2011 — ประธานาธิบดี Benigno Aquino III พบกับผู้นำ MILF Murad Ebrahim เพื่อฟื้นความไว้วางใจทางการเมือง
2012 — ลงนาม Framework Agreement on the Bangsamoro
2013–2014 — ลงนามภาคผนวกด้านการเปลี่ยนผ่าน การแบ่งรายได้ การแบ่งอำนาจ และการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ
27 มีนาคม 2014 — ลงนาม Comprehensive Agreement on the Bangsamoro ซึ่งรวบรวมข้อตกลงและภาคผนวกสำคัญทั้งหมดไว้ด้วยกัน
2018–2019 — มีการตราและให้สัตยาบัน Bangsamoro Organic Law ผ่านประชามติ และจัดตั้ง Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao หรือ BARMM
2019 เป็นต้นมา — Bangsamoro Transition Authority ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล พร้อมดำเนินการตามเส้นทางการเมืองและเส้นทางการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ
2026 — การเลือกตั้งรัฐสภาบังซาโมโรครั้งแรกถูกกำหนดใหม่ให้จัดในวันจันทร์ที่สองของเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 แสดงว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังไม่เสร็จสมบูรณ์
กระบวนการที่นำไปสู่ CAB ได้ผลจากเงื่อนไขหลายประการ ประการแรก ทั้งรัฐบาลและ MILF สะสมบทเรียนจากความล้มเหลวของข้อตกลงก่อนหน้า โดยเฉพาะ MOA-AD ปี 2008 ซึ่งถูกคัดค้านว่าไม่มีการปรึกษาสาธารณะเพียงพอและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้ทั้งสองฝ่ายตระหนักว่าข้อตกลงใหม่ต้องมีฐานทางกฎหมาย เปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่มากขึ้น
ประการที่สอง มาเลเซียทำหน้าที่อำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่องและช่วยรักษาช่องทางการเจรจา แม้ในช่วงที่การเมืองภายในฟิลิปปินส์เปลี่ยนแปลง ขณะที่ International Monitoring Team ช่วยลดการปะทะและทำให้การเจรจาดำเนินต่อได้โดยไม่ถูกความรุนแรงบนภาคพื้นทำลายกระบวนการทั้งหมด
ประการที่สาม รัฐบาลของประธานาธิบดี Benigno Aquino III และผู้นำ MILF ภายใต้ Murad Ebrahim มีเจตจำนงทางการเมืองและสามารถผลักดันการประนีประนอมภายในฝ่ายของตนได้ MILF ยอมรับทางออกในรูปการปกครองตนเองแทนการแยกตัว ขณะที่รัฐบาลยอมแทนที่ ARMM ด้วยหน่วยการเมืองใหม่ที่มีอำนาจมากขึ้น
ประการสุดท้าย กระบวนการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายภายนอกและภาคประชาสังคมทั้งระดับท้องถิ่นและระหว่างประเทศ ช่วยสร้างความรู้ทางเทคนิค ติดตามการหยุดยิง รับฟังผู้ได้รับผลกระทบ และเพิ่มความชอบธรรมของข้อตกลง เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้การเจรจาแบบระยะยาวและการตกลงเป็นขั้นตอนสามารถดำเนินไปได้
รัฐบาลมาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้อำนวยความสะดวกหลักตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โดยเป็นเจ้าภาพการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ช่วยกำหนดวาระ ประสานการติดต่อระหว่างคู่เจรจา ลดความเข้าใจผิด และรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการในช่วงที่มีวิกฤตหรือเปลี่ยนรัฐบาล
มาเลเซียยังเป็นหัวหน้าภารกิจ International Monitoring Team ซึ่งทำหน้าที่ติดตามการหยุดยิง สถานการณ์ความมั่นคง มิติด้านมนุษยธรรม และการคุ้มครองพลเรือน บทบาทจึงครอบคลุมทั้งการอำนวยความสะดวกบนโต๊ะเจรจาและการรักษาสภาพแวดล้อมภาคพื้นให้เอื้อต่อการพูดคุย นอกจากมาเลเซียแล้ว ยังมี International Contact Group, OIC, Third Party Monitoring Team และองค์กรระหว่างประเทศอื่นสนับสนุนด้านเทคนิค การติดตาม และการสร้างความชอบธรรมให้กระบวนการ CAB รับรองบทบาทของกลไกเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน
การเจรจาเป็นกระบวนการสองฝ่ายระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์กับคณะผู้แทน MILF โดยมีมาเลเซียเป็นฝ่ายที่สามช่วยอำนวยความสะดวก การพูดคุยส่วนใหญ่จัดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และดำเนินต่อเนื่องหลายรัฐบาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 ภายในกระบวนการมีลักษณะเป็นการเจรจาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากข้อตกลงหยุดยิงและกรอบการพูดคุย ก่อนพัฒนาไปสู่ Framework Agreement on the Bangsamoro ในปี 2012 และเจรจาภาคผนวกเฉพาะด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่าน การแบ่งรายได้ การแบ่งอำนาจ และการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ กระทั่งนำภาคผนวกทั้งหมดมารวมเป็น CAB ในปี 2014
นอกจากคณะเจรจาหลัก ยังมีคณะทำงานด้านเทคนิค กลไกหยุดยิง International Contact Group และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสนับสนุนกระบวนการ การเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยจึงไม่ได้เปลี่ยน CAB ให้เป็นการเจรจาหลายฝ่ายโดยตรง แต่ทำให้โต๊ะสองฝ่ายมีช่องทางรับข้อมูล คำปรึกษา และการติดตามจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่กว้างขึ้น
เป็นผู้สังเกตการณ์/กลไกคู่ขนาน
ภาคประชาสังคมไม่ได้เป็นคู่ลงนามหลักใน CAB แต่มีบทบาทเชื่อมโยงกับกระบวนการอย่างเป็นทางการผ่านกลไกคู่ขนานหลายรูปแบบ International Contact Group มีองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ เช่น Centre for Humanitarian Dialogue, Conciliation Resources, Community of Sant’Egidio, Muhammadiyah และ The Asia Foundation ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา สนับสนุนทางเทคนิค และช่วยประสานความเข้าใจระหว่างคู่เจรจา
ในระดับภาคพื้น Civilian Protection Component ของ International Monitoring Team มีองค์กรอย่าง Mindanao Human Rights Action Center, Mindanao People’s Caucus, Moslem Organization of Government Officials and Professionals และ Nonviolent Peaceforce ทำหน้าที่ติดตามการคุ้มครองพลเรือนและรายงานเหตุละเมิดการหยุดยิง นอกจากนี้ Third Party Monitoring Team ยังมีตัวแทนภาคประชาสังคมท้องถิ่นร่วมตรวจสอบการดำเนินงานตามข้อตกลง
เครือข่ายชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรสตรี ชนพื้นเมือง และสื่อยังจัดเวทีปรึกษาหารือ เผยแพร่ข้อมูล และผลักดัน Bangsamoro Basic Law อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะชนพื้นเมืองลูมัด ชุมชนคริสเตียนบางส่วน และประชาชนที่อยู่นอกพื้นที่หลักของ MILF จึงยังมีข้อกังวลเรื่องตัวแทนและความทั่วถึง
มีกลไกเฉพาะ (ที่นั่ง/โควตา/บทบัญญัติ)
ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกระบวนการบังซาโมโรทั้งในคณะเจรจา คณะทำงานด้านเทคนิค ภาคประชาสังคม และกลไกติดตาม Miriam Coronel-Ferrer ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายรัฐบาลและลงนาม CAB ในนามรัฐบาล ขณะที่ฝ่าย MILF มีผู้หญิง เช่น Raissa Jajurie ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและช่วยผลักดันประเด็นสิทธิและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงเข้าสู่ข้อตกลง
นอกจากนี้องค์กรสตรี เช่น Mindanao Commission on Women, WeACT 1325 และเครือข่ายสตรีในชุมชน มีบทบาทจัดเวทีสาธารณะ เสนอข้อเรียกร้อง ติดตามการหยุดยิง และเชื่อมประเด็น Women, Peace and Security เข้ากับกระบวนการสันติภาพ
CAB กำหนดกรอบการจัดตั้งหน่วยการเมืองบังซาโมโรที่มีอำนาจปกครองตนเองมากกว่าโครงสร้าง Autonomous Region in Muslim Mindanao (ARMM) เดิม โดยเชื่อมการจัดสรรอำนาจกับการรับรองอัตลักษณ์และความมุ่งหมายของประชาชนบังซาโมโรในการกำหนดอนาคตทางการเมืองผ่านกระบวนการประชาธิปไตยและการปกครองตนเองที่มีความหมาย (meaningful self-governance) รัฐบาลบังซาโมโรได้รับการออกแบบให้มีระบบรัฐสภา มีฝ่ายบริหารที่มาจากเสียงข้างมากในรัฐสภาระดับภูมิภาค และมีอำนาจออกกฎหมายในกิจการที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของบังซาโมโร การแบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับบังซาโมโรครอบคลุมอำนาจสงวนของรัฐบาลกลาง อำนาจร่วม และอำนาจเฉพาะของบังซาโมโร โดยรัฐบาลกลางยังคงรับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศ การต่างประเทศ เงินตรา และกิจการที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย ขณะที่บังซาโมโรมีอำนาจในกิจการภายในหลายด้าน เช่น การบริหารท้องถิ่น การพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา การจัดการทรัพยากรบางประเภท และระบบยุติธรรมอิสลามภายในกรอบรัฐธรรมนูญ การจัดตั้งหน่วยการเมืองดังกล่าวยังเชื่อมกับกระบวนการทางกฎหมายและการรับรองจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อกำหนดขอบเขตและสถานะของหน่วยการเมืองบังซาโมโร
นอกจากการแบ่งอำนาจทางการเมืองและการปกครองแล้ว CAB ยังเชื่อมโยงกับการแบ่งปันอำนาจทางเศรษฐกิจผ่าน Annex on Revenue Generation and Wealth Sharing และ Addendum on Bangsamoro Waters and Zones of Joint Cooperation ซึ่งกำหนดกรอบเกี่ยวกับการสร้างรายได้ การแบ่งปันความมั่งคั่ง การจัดสรรงบประมาณแบบ block grant และการบริหารทรัพยากรและพื้นที่ทางน้ำที่เกี่ยวข้องกับบังซาโมโร การจัดสรรอำนาจและทรัพยากรดังกล่าวสัมพันธ์กับหลักการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง การแก้ไขความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ และการกระจายความมั่งคั่งและอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นธรรมภายในกรอบการปกครองตนเองของบังซาโมโร
CAB ใช้กรอบ “normalization” ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการปลดอาวุธ โดยเชื่อมโยงการลดและยุติสถานะกองกำลังของ MILF การปลดอาวุธและปลดประจำการอดีตนักรบ การกลับคืนสู่สังคม การพัฒนาค่ายและชุมชน การจัดการอาวุธที่ผิดกฎหมาย และการปรับระบบความมั่นคงในพื้นที่เข้ากับกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ภายใต้ Annex on Normalization ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ CAB กระบวนการ decommissioning ดำเนินเป็นขั้นตอนและสัมพันธ์กับความก้าวหน้าของกระบวนการสันติภาพ โดยมี Independent Decommissioning Body ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศและผู้แทนที่คู่ขัดแย้งยอมรับ ทำหน้าที่ตรวจสอบนักรบและอาวุธของ MILF ขณะที่ Joint Peace and Security Teams ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจาก MILF กองทัพ และตำรวจ ทำหน้าที่สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ช่วงเปลี่ยนผ่าน
การจัดการด้านความมั่นคงยังเชื่อมโยงกับกลไกรักษาการหยุดยิงและป้องกันการกลับมาปะทะ โดย Coordinating Committees on Cessation of Hostilities (CCCH) และ Ad-Hoc Joint Action Group (AHJAG) มีบทบาทในการป้องกันเหตุปะทะและรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกระบวนการสันติภาพ ขณะเดียวกัน Independent Commission on Policing มีบทบาทในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบตำรวจสำหรับบังซาโมโร โดย CAB กำหนดให้การดำเนินงานตามข้อตกลงนำไปสู่การปรับสภาพพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ชุมชนที่มีสันติภาพและการพัฒนา
CAB วางกรอบให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านในบังซาโมโรครอบคลุมการจัดการกับความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ ความไม่เท่าเทียม และความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้ง โดยเชื่อมโยงการสร้างสันติภาพกับการส่งเสริมความยุติธรรม การปรองดอง และการรับรองสิทธิของประชาชนในพื้นที่ ภายใต้กระบวนการสันติภาพได้มีการจัดตั้ง Transitional Justice and Reconciliation Commission (TJRC) เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการจัดการความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน การกีดกันและการสูญเสียที่ดิน ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรองดองและการเยียวยาความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนในบังซาโมโร
การพัฒนากลไกด้านความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านดำเนินควบคู่ไปกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่มีความก้าวหน้าแตกต่างจากการจัดตั้งสถาบันการปกครองและกระบวนการ normalization โดยข้อเสนอของ TJRC จำเป็นต้องได้รับการแปลงไปสู่กฎหมาย นโยบาย และกลไกการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาความจริง การรับผิด การเยียวยา และการปรองดอง ในช่วงปี 2025 การจัดตั้งกลไกความยุติธรรมและการปรองดองของบังซาโมโรยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับรูปแบบการชดเชย ความรับผิดชอบของรัฐบาลระดับชาติและรัฐบาลบังซาโมโร และการประสานกลไกระหว่างสองระดับยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนากรอบการดำเนินงาน
มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ
CAB ได้รับการแปลงเป็นกฎหมายภายในผ่าน Republic Act No. 11054 หรือ Bangsamoro Organic Law ค.ศ. 2018 ซึ่งกำหนดโครงสร้าง อำนาจ หน้าที่ ระบบรัฐสภา การคลัง การเลือกตั้ง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลบังซาโมโร กฎหมายได้ผ่านการลงประชามติในปี 2019 และนำไปสู่การยุบ ARMM กับการจัดตั้ง BARMM และ Bangsamoro Transition Authority จึงถือว่าข้อตกลงมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังต้องอาศัยกฎหมายลำดับรองหลายฉบับ เช่น กฎหมายปกครองท้องถิ่น กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายราชการ กฎหมายชนพื้นเมือง และกฎหมายด้านความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ทำให้การแปลง CAB สู่สถาบันยังเป็นกระบวนการต่อเนื่อง
บังคับใช้บางส่วน
ด้านการเมืองและกฎหมายมีความก้าวหน้าสำคัญ โดยมีการตรา Bangsamoro Organic Law การลงประชามติ และการจัดตั้ง BARMM กับ Bangsamoro Transition Authority ตั้งแต่ปี 2019 บังซาโมโรมีรัฐบาลระดับภูมิภาค ระบบรัฐสภา งบประมาณ และอำนาจออกกฎหมายของตนเองในหลายด้าน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการต่อสู้ด้วยอาวุธไปสู่การบริหารผ่านสถาบันการเมือง
ด้านความมั่นคง มีการรักษาการหยุดยิง จัดตั้ง Independent Decommissioning Body และดำเนินการปลดอาวุธอดีตนักรบ MILF หลายระยะ พร้อมทั้งจัดตั้ง Joint Peace and Security Teams และโครงการฟื้นฟูค่ายกับชุมชน ความรุนแรงระหว่างรัฐบาลกับ MILF ลดลงอย่างชัดเจน และ MILF เปลี่ยนบทบาทเข้าสู่การเมืองผ่าน United Bangsamoro Justice Party
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังไม่ครบทุกองค์ประกอบ การปลดอาวุธและการคืนสู่สังคมยังดำเนินต่อ การเปลี่ยนค่ายเป็นชุมชนพัฒนายังไม่แล้วเสร็จ กลไกความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านยังล่าช้า และการเลือกตั้งรัฐสภาบังซาโมโรครั้งแรกถูกเลื่อนไปเป็นเดือนกันยายน ค.ศ. 2026
ปัจจัยความสำเร็จสำคัญคือความต่อเนื่องของการเจรจาระยะยาว แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลและความล้มเหลวหลายครั้ง ทั้งสองฝ่ายยังรักษาช่องทางพูดคุยและสะสมข้อตกลงย่อย จนสามารถรวมเป็นกรอบสันติภาพที่ครอบคลุมได้ บทบาทของมาเลเซียและ International Monitoring Team ช่วยแยกการเจรจาออกจากความผันผวนของความรุนแรงบนภาคพื้น ลดความไม่ไว้วางใจ และทำให้การหยุดยิงมีผู้ตรวจสอบจากภายนอก ขณะที่ International Contact Group ช่วยนำทั้งรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศมาสนับสนุนทางเทคนิคและการทูต
ผู้นำรัฐบาล Aquino และผู้นำ MILF Murad Ebrahim มีอำนาจตัดสินใจและแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน ความยืดหยุ่นของ MILF ในการยอมรับการปกครองตนเองภายใต้ฟิลิปปินส์ และการยอมของรัฐบาลที่จะยกเลิกโครงสร้าง ARMM เดิมแล้วสร้างหน่วยการเมืองใหม่ ช่วยให้เกิดพื้นที่ประนีประนอม
กระบวนการยังมีความครอบคลุมมากขึ้นจากการมีผู้หญิง ภาคประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญ และกลไกติดตามหลายระดับ ตลอดจนการเชื่อมความก้าวหน้าด้านการเมืองกับการปลดอาวุธเป็นขั้นตอน ทำให้ MILF มีแรงจูงใจที่จะรักษาการหยุดยิงและเข้าสู่ระบบการเมือง
แม้ข้อตกลง CAB จะนำไปสู่การจัดตั้ง BARMM และลดความรุนแรงระหว่างรัฐบาลกับ MILF ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่การดำเนินงานตามข้อตกลงยังคืบหน้าไม่พร้อมกันในทุกด้าน ส่วนการเมืองและกฎหมาย เช่น การตรา Bangsamoro Organic Law และการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เดินหน้าไปมากกว่ากระบวนการปลดอาวุธ การคืนสู่สังคม การพัฒนาค่าย MILF และกลไกความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ การเลื่อนการเลือกตั้งรัฐสภาบังซาโมโรยังทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านยาวนานขึ้น และอาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความชัดเจนของเส้นทางประชาธิปไตยและการตรวจสอบรัฐบาลระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ การยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับ MILF ไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงทุกประเภทในพื้นที่สิ้นสุดลง เนื่องจากยังมีกลุ่มติดอาวุธที่อยู่นอกข้อตกลง ความขัดแย้งระหว่างตระกูล อาวุธผิดกฎหมาย และการแข่งขันของกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ระบบอุปถัมภ์ และธรรมาภิบาลยังคงเป็นความท้าทายต่อความชอบธรรมของ BARMM อีกทั้งประชาชนคริสเตียน ชนพื้นเมืองลูมัด และกลุ่มโมโรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ MILF ยังอาจรู้สึกว่าผลประโยชน์และเสียงของตนไม่ได้รับการสะท้อนอย่างเพียงพอ ความยั่งยืนของสันติภาพจึงขึ้นอยู่กับการทำให้โครงสร้างใหม่มีความโปร่งใส เป็นประชาธิปไตย และครอบคลุมความหลากหลายของประชาชนในพื้นที่จริง ๆ
กรณีบังซาโมโรสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการสันติภาพที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานสามารถพัฒนาความก้าวหน้าผ่านข้อตกลงและกลไกหลายช่วง โดยไม่จำเป็นต้องจัดการประเด็นทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในข้อตกลงฉบับเดียว กระบวนการระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MILF พัฒนาจากการรักษาการหยุดยิงและการสร้างกลไกติดตามร่วม ไปสู่การเจรจาประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสถานะทางการเมือง การแบ่งอำนาจ การจัดสรรรายได้และทรัพยากร ตลอดจนการจัดการด้านความมั่นคง แนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นความสำคัญของการรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาและการสร้างกลไกที่ช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้งในช่วงที่ความไว้วางใจยังมีข้อจำกัด
เมื่อเชื่อมโยงกับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบการณ์บังซาโมโรให้ความสำคัญกับบทบาทที่ต่อเนื่องของบุคคลที่สามและกลไกติดตามซึ่งได้รับการยอมรับจากคู่ขัดแย้ง รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลจากคู่ขัดแย้ง ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการสันติภาพ ขณะเดียวกัน การจัดวางอำนาจทางการเมืองในบังซาโมโรไม่ได้จำกัดอยู่ที่โครงสร้างการบริหาร แต่เชื่อมโยงกับอำนาจด้านงบประมาณ การจัดสรรรายได้ การบริหารทรัพยากร และกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลบังซาโมโร ดังเห็นได้จากการกำหนด Bangsamoro Waters และ Zones of Joint Cooperation ซึ่งมีกลไกร่วมสำหรับการจัดการทรัพยากรและรายได้ในพื้นที่ ประสบการณ์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีเปรียบเทียบสำหรับการพิจารณาว่า การกระจายอำนาจในกระบวนการสันติภาพสัมพันธ์ไม่เพียงกับโครงสร้างทางการเมือง แต่ยังรวมถึงทรัพยากร งบประมาณ การบริหาร และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงประสบการณ์บังซาโมโรกับจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องพิจารณาความแตกต่างของโครงสร้างคู่ขัดแย้ง พัฒนาการของกระบวนการสันติภาพ กรอบกฎหมาย และสถาบันทางการเมืองของแต่ละพื้นที่ โดยบังซาโมโรมีพัฒนาการจากระบบเขตปกครองตนเองเดิมและมีกระบวนการเจรจากับ MILF ที่นำไปสู่การออกแบบสถาบันทางการเมืองและกระบวนการ normalization ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของฟิลิปปินส์ สิ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการพิจารณาบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงอยู่ที่หลักการและกระบวนการ เช่น การสร้างกลไกติดตามที่ได้รับความไว้วางใจ การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิง ภาคประชาสังคม และกลุ่มที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งหลักมีส่วนร่วม การเชื่อมการจัดการด้านความมั่นคงเข้ากับความก้าวหน้าทางการเมือง และการให้ความสำคัญกับกระบวนการหลังการลงนาม เนื่องจากการจัดตั้งสถาบัน การจัดการกำลังและอาวุธ การเยียวยาความอยุติธรรม การปรองดอง และการพัฒนา เป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยการติดตามและการเจรจาต่อเนื่อง
Abbey, R., & Carlos, G.-C. (2026). PBBM moves BARMM polls to September 2026. https://www.pna.gov.ph/articles/1271808;
International Crisis Group. (2016). The Philippines: Renewing prospects for peace in Mindanao. https://www.crisisgroup.org/sites/default/files/281-the-philippines-renewing-prospects-for-peace-in-mindanao.pdf;
Ishii, M. (2026). The 2022 Philippine General Elections and the United Bangsamoro Justice Party. Journal of Asia-Pacific Studies, 52, 1-31. https://www.jstage.jst.go.jp/article/wiapstokyu/52/0/52_1/_pdf;
Jeffery, R. (2018). Amnesties and intractable conflicts: Managed impunity in the Philippines' Bangsamoro peace process. Journal of Human Rights, 17(4), 436–452. https://doi.org/10.1080/14754835.2017.1382339;
Kovács, B. Á. (2024). The Bangsamoro peace process: How anti-corruption featured (or not). Berghof Foundation. https://berghof-foundation.org/news/the-bangsamoro-peace-process-how-anti-corruption-featured-or-not;
Santiago, I. M. (2015). The participation of women in the Mindanao peace process. UN Women. https://www.ecoi.net/en/file/local/1397435/1788_1490867798_women.pdf; UN Peacemaker. (2014). Comprehensive Agreement on the Bangsamoro. https://peacemaker.un.org/en/node/8845